เตรียมออกกฎหมายคุ้มครอง-ส่งเสริม วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง ไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างมี “ศักดิ์ศรี”
วันที่ 9 ส.ค.2567 นายสุรพงษ์ กองจันทึก ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ปัจจุบันสภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณายกร่างกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ในรายมาตรา ซึ่งใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว คาดว่าอีกไม่นานคงสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่สภาผู้แทนราษฎรได้
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า สาระสำคัญของกฎหมาย คือ การวางหลักการในการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ ให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย มีกลไกทั้งในระดับนโยบายที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และกลไกเชิงปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์ มีสภากลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย เป็นกลไกการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ และมีเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองวิถีชีวิตและวัฒนธรรม การรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีบนฐานเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม และการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนตามภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า วันที่ 9 สิงหาคมในทุกปี เป็นวันที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็น “วันชนเผ่าพื้นเมืองสากล” เพื่อให้ประชาคมโลกรับรู้และยอมรับถึงการมีตัวตนรวมทั้งตระหนักถึงสภาพปัญหาที่ชนเผ่าพื้นเมืองประสบอยู่และเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ให้ความเคารพส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน) พบว่าในประเทศไทยมีชนเผ่าพื้นเมืองที่เรียกกันว่ากลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 60 กลุ่ม เป็นจำนวนกว่า 6 ล้านคน หรือมากกว่า 10% ของประชากรไทย กระจายอยู่ในทุกจังหวัด
นายสุรพงษ์กล่าวว่า กลุ่มคนเหล่านี้มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่ว่าจะเป็นในป่า พื้นที่สูง ในทะเล ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการและสวัสดิการสังคมด้านต่างๆ กลายเป็น กลุ่มเปราะบางและด้อยโอกาสทางสังคม และมีมุมมองของสังคมตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่ไม่เข้าใจ ทำให้เกิดปัญหาด้านต่างๆ กฎหมายฉบับนี้จะช่วยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ
อาทิ ปัญหาด้านภาพลักษณ์ ที่เข้าใจว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไม่ใช่คนไทย ไม่มีเชื้อสายไทย ไม่มีสิทธิในแผ่นดินไทย เป็นปัญหาความมั่นคง ทั้งที่ข้อเท็จจริงกลุ่มชาติพันธุ์เป็นคนไทยติดแผ่นดินมาดั้งเดิมเป็นชนเผ่าพื้นเมือง และคนไทยเกิดจากการอยู่ร่วมกันและผสมผสานของหลายกลุ่มชาติพันธุ์โดยไม่มีเชื้อสายไทยแท้ ปัญหาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่ไม่ให้กลุ่มชาติพันธุ์อยู่ในพื้นที่ป่า ไม่ให้มีส่วนในการจัดการและใช้ทรัพยากรในป่าและในทะเล
ทั้งๆที่คนเหล่านี้เป็นเจ้าของพื้นที่ป่าและทะเลมาแต่ดั้งเดิม นอกจากไม่ให้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรแล้ว รัฐยังออกกฎหมายด้านป่าไม้ เช่น พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ทับที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ และให้คนเหล่านี้ที่เป็นเจ้าของและรักษาทรัพยากรป่าไม้จนสมบูรณ์
กลายเป็นบุคคลที่ผิดกฎหมายที่บุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ปัญหาด้านการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข รวมถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อาทิ ถนน สัญญาณโทรศัพท์ ไฟฟ้า เป็นต้น แม้จะได้รับการรับรองจัดตั้งเป็นหมู่บ้าน ด้วยอยู่อาศัยและทำกินมาเนิ่นนาน แต่ทางหน่วยงานป่าไม้กลับไม่อนุญาตให้ก่อสร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่
ด้าน น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์ให้เป็นกฎหมาย “คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิทางวัฒนธรรม” ตามหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 70 โดยมีหลักการ 3 ประการ ได้แก่
1) คุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม โดยให้การคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ รวมทั้งคุ้มครองการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะพลเมืองของรัฐ
2) ส่งเสริมศักยภาพ โดย “ส่งเสริมศักยภาพ” สร้างกลไกการมีส่วนร่วมให้ทุกกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาเป็น “หุ้นส่วน” ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
3) สร้างความเสมอภาค ด้วยการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างมี “ศักดิ์ศรี” ให้หลักประกันความเท่าเทียมที่มีโอกาสเข้าถึงอย่างเสมอภาพเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
น.ส.ปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้เป็นร่างกฎหมายที่ให้สิทธิพิเศษใด ๆ แต่จะเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองชาติพันธุ์ให้สามารถดำรงวิถีวัฒนธรรม และให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลและมีความเปราะบาง ได้เข้าถึงสิทธิและโอกาสเท่าเทียมคนในสังคม นอกจากคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมา จะสามารถช่วยเหลือเป็นอีกหนึ่งเรี่ยวแรงให้กับทางอุทยานในการดูแลรักษาป่าด้วย