ผวาหนุ่มหัวร้อน ซิ่งฟอร์ด บุกมหาลัย ด่าหยาบกลุ่มหญิงวัย50 อ้างตัดหน้า ขับรถไม่รู้เรื่อง ตำรวจค้นทะเบียน เตรียมเรียกตัวมาสอบ
วันที่ 21 ส.ค.67 กลุ่มชาวบ้านไทยเจริญ หมู่ 4 ต.หูทำนบ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ เดินทางไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.ปะคำ หลังจากถูกชายอายุประมาณ 45-50 ปี มาคุกคามภายในศูนย์อบรม ที่มหาลัยแห่งหนึ่ง หลังจากก่อนหน้านี้นำคลิปร้องเรียนผ่านเพจอยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 7 เพื่อเตือนภัยอันตรายใกล้ตัว
คลิปดังกล่าวเป็นชายอายุประมาณ 45-50 ปี พุ่งจะเข้าไปทำร้ายกลุ่มผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันประมาณ 5 คน มีคนเข้ามาห้ามแต่ยังถอดรองเท้าขว้างใส่ ประกาศจะย้อนกลับมาเอาเรื่อง ชาวบ้านจึงถ่ายคลิปและถ่ายภาพรถยี่ห้อฟอร์ด เอเวอเรสต์ สีดำทะเบียน กบ 4465 จันทบุรี เอาไว้เป็นหลักฐาน
นางกิ่งแก้ว บุญสุข อายุ 52 ปี คนที่จะถูกทำร้าย เล่าว่า พวกตนมาอบรมตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพประชาชนทุกช่วงวัย ส่งเสริมสร้างงานสร้างอาชีพสร้างรายได้ หลักสูตรการทำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากผลไม้ท้องถิ่น ซึ่งจะมีการอบรม 5 วันผ่านไปได้ 2 วันแล้ว
จากนั้นมีกลุ่มผู้ร่วมอบรมด้วยกันขี่รถจักรยานยนต์มาถึงบอกว่าเกือบโดนรถชนระหว่างจะเลี้ยวเข้ามา ไม่นานเห็นรถฟอร์ด ขับพุ่งเข้ามาในมหาลัย แล้วต่อว่าคนที่เพิ่งเข้ามาถึงว่า มึงขับรถตัดหน้า แล้วพุ่งจะเข้าไปทำร้าย
ตนซึ่งอยู่ใกล้จึงพยายามจะห้ามและพูดตอบโต้ ชายคนดังกล่าวได้พุ่งเป้าจะมาทำร้ายตน พยายามชกตนหลายครั้งแต่มีเจ้าหน้าที่ของมหาลัยขวางไว้ จากนั้นได้ปีนขึ้นไประเบียงนั่ง แล้วถอดรองเท้าขว้างใส่ตน 2 ครั้ง
พร้อมกับดุด่าลักษณะอาการเมาชัดเจน เกรี้ยวกราด ด่าตนด้วยคำหยาบคาย ก่อนจะขับรถออกไป โดยประกาศว่า “กูจะกลับมาเอาเรื่องอีก” ทำให้ชาวบ้านเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยจึงเข้าไปแจ้งความเอาไว้
ขณะ นางอรุณ เจริญผิว อายุ 55 ปี เล่าว่า ตนเป็นคู่กรณีกับชายคนดังกล่าว ตนขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนกันมากับเพื่อน 2 คน จะเลี้ยวขวาเข้าที่อบรม ระหว่างที่หันไปดูรถด้านหลัง เห็นรถวิ่งมาด้วยความเร็วสูงจนน่ากลัว จึงหักหลบมาทางซ้ายคืน
โดยรถวิ่งผ่านไปด้วยความเร็ว แรงลมพัดใส่ตนกับเพื่อนอย่างแรง คิดว่าไม่มีอะไร แต่ชายคนนั้นไม่ยอม ย้อนรถกลับมาหวังจะทำร้ายพวกตนอีก ยอมรับน่ากลัวเพราะจุดที่อบรมห่างจากหมู่บ้าน
ล่าสุด พ.ต.อ.ชิษณุพงศ์ เถียรกิตติพงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปะคำ ได้ทำการค้นหาทะเบียนรถ เบื้องต้นทราบตัวแล้ว เตรียมเรียกมาสอบ หากเข้าข่ายคดีไหนก็จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป