สาวโพสต์เตือนภัย ร้องขอชีวิตกลางป่าอ้อย จู่ๆชายสวมโม่ง บุกปล้นกลางถนน ทำร้ายร่างกาย ต้องยกมือไหว้ขอชีวิต นึกถึงแต่หน้าแม่-ลูกน้อย วอนตร.ตามจับ

วันที่ 17 ก.ย.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หญิงสาวรายหนึ่ง ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความเตือนภัย จากเหตุการณ์ที่ให้เราเกือบเอาชีวิตไม่รอด พร้อมเนื้อหาบรรยาย รูปคนร้าย ที่ถ่ายไว้ได้แล้วนำมาเตือนภัยกับชาวบ้านที่ใช้ถนนเส้นนั้นวอนตำรวจช่วยตามจับคนร้าย

โดยข้อความระบุว่า เมื่อวาน 14/9/67 เวลา ประมาณ 17.30 น. เราขี่มอเตอร์ไซต์กลับบ้านตามเวลาปกติ ใช้เส้นเดิมทุกวัน ถนนบ้านไร่-หนองตม-ป่าอู (ปกติวันจันทร์-วันศุกร์จะมีลูกน้อยวัย 4 ขวบติดรถมาด้วย เพราะต้องรับจากโรงเรียนและกลับบ้านพร้อมกันเป็นแบบนี้ทุกวัน) แต่วันนี้เป็นวันเสาร์ลูกไม่ได้มาด้วย(มันคือความโชคดีแหละเราคิดแบบนั้น)

ในขณะที่ขับกลับบ้านตามเส้นทางเราพยายามดูกระจกมองข้างตลอดว่ามีใครขับรถตามมามั้ย (ไม่ได้ใช้โทรศัพท์ในขณะขับรถ เพราะรู้ว่าทางมันค่อนข้างเปลี่ยว มีแต่ป่าอ้อย ป่ามันและะแปลงข้าวโพด) ซึ่งตลอดทั้งทางมั่นใจได้เลยว่าไม่มีคนขับรถตามมา จนเลี้ยวเข้าทางคอนกรีต (ซึ่งอีกประมาณ 3 กก. จะถึงบ้านตาและแม่กับลูกรออยู่ที่นั่น)

แต่ด้วยดวงชะตาหรืออะไรไม่รู้ เลี้ยวเข้ามาได้ประมาณ 100 เมตร มองกระจกหลังคือเห็นมีรถมอเตอร์ไซต์ตามมา 1 คัน (ด้วยความที่บ้านไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้) เราเลยขับรถต่อมาเรื่อยๆ จนมั่นใจว่าน่าจะอันตรายจะวนรถกลับก็ไม่ได้เลยตัดสินใจจะขับหนี แต่ไม่ทันจนมาถึงที่เกิดเหตุการณ์และมั่นใจว่าโดนแน่ๆแล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นแบบชุลมุน มันขับรถมาตีคู่แล้วพยายามกระชากเสื้อเรา เราพยายามคว้าโทรศัพท์มาโทรหาที่บ้านพร้อมกระโดดลงจากรถมอไซต์แต่วิ่งหนีไม่ทัน จากนั้นมันคว้าโทรศัพท์ออกจากมือเราไป พร้อมเอามือปิดปากและพยายามดึงสายบัตรพนักงานและพยายามต่อยท้อง ซึ่งต่อสู้ประมาณ 5-8 นาที จนเราหมดแรงเพราะมันพยายามเอามือปิดปากและบอกเราว่า ”อย่าร้อง ห้ามร้อง”

เราหายใจไม่ออกจนตัวเราอ่อนกองลงไปอยู่ที่พื้น (ยอมรับว่าวินาทีนั้นเราสิ้นหวังมากหน้าแม่หน้าลูกลอยมาทุกวินาที ถ้าไม่มีเราเขาจะอยู่กันยังไง สรุปคือต้องตั้งสติรวบรวมสติที่มีทั้งหมด) ฮึบสู้โดยใช้คำพูด ขอร้องและยกมือไหว้ “พี่ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวจริง หนูต้องการอะไรเราคุยกันดีๆ ได้มั้ยพี่เจ็บไปหมดแล้ว หน้าพี่ถลอก เนื้อตัวก็เจ็บไปหมดพอเเล้วนะ อย่าทำอะไรเลยพี่มีแม่มีลูกต้องดู พี่เป็นหัวหน้าครอบครัวพี่ขอร้องอย่าทำพี่นะ “

สรุปคือมันนิ่งและบอกความต้องการคือ ”ผมต้องการเงิน ผมไม่มีเงิน“ เราถามว่าไม่มีเงินแล้วทำไมถึงมาทำแบบนี้ มาทำร้ายพี่ทำไม ”ผมไม่ไม่ได้ตั้งใจผมขอโทษ(พร้อมยกมือไหว้เรา) ผมพยามยามหางานทำแล้วแต่ไม่มีใครรับผมเข้าทำงาน พี่เจ็บเยอะมั้ยผมขอโทษ(ยกมือไหว้เราอีกครั้ง)“

เราพอมีสติพยายามประครองตัวลุกขึ้นพร้อมถามมันไปว่า ”หนูจะเอาเงินใช้มั้ย งั้นพี่ขอโทรศัพท์พี่คืนได้มั้ย พี่ต้องทำงานแล้วพี่จะโทรขอเงินแม่มาให้หนูจะเอาเท่าไร่“ มันยื่นโทรศัพท์คืนให้เรา พร้อมเดินหันหลังกลับไปที่รถ

เราได้โทรศัพท์คืนพยายามติดต่อที่บ้านแต่ก็ไม่มีคนรับสาย (เราใช้วินาทีที่มันหันหลังเราแอบถ่ายรูปมันมาไว้ด้วย) ด้วยความที่กลัวแต่ต้องคุมสติเราเลยควักเงินที่มีให้กับมันไปตอนเดินมาถึงรถ มันช่วยเรายกมอไซต์ขึ้น และเอาเสื้อปิดแผ่นป้ายทะเบียน เรายื่นเงินให้มันไป มันยกมือไหว้ขอบคุณเรา และขึ้นมอเตอร์ไซต์และบิดออกไปจากทางที่ขับเข้ามา เราเห็นว่ามันไปแล้วเราโทรหาเพื่อนคาสายไว้เพราะกลัวมันจะวนกลับมาและรีบกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซต์เพื่อให้ถึงบ้านได้ไวที่สุด โดยที่ไม่สนใจอะไรเลย

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังสภ.บ้านไร่ พบกับ นางวัญเพ็ญ (สงวนนามสกุล) อายุ 54 ปี แม่ผู้เสียหาย เล่าว่าลูกสาวสอบปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่น โดยแม่เผยว่า ระหว่างวันเกิดเหตุ ลูกสาวได้พยายามโทรมาหาทางบ้าน และผู้นำชุมชนแต่ไม่มีใครรับสาย ระหว่างที่ถูกผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย กระทั่งล่าสุดลูกสาวกลับมาบ้านได้ มาเล่าทั้งน้ำตา พร้อมสีหน้าตกใจกลัวมาก ว่าถูกคนร้ายขับ จยย.ตามมาดักทำร้าย จนร่างกายมีรอยบอบช้ำ จึงเดินทางมาแจ้งความไว้ที่สภ.บ้านไร่

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านป่าอูสามัคคี หมู่ 7 ตำบลทัพหลวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี พบ นายไพทูล จันทร อายุ 58 ปี ผู้ใหญ่หมู่ 7 พาไปชี้จุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นถนนคอนกรีต ติดกับไร่ป่าชายเขา ที่คนร้ายทำร้ายร่างกาย หวังเอาทรัพย์สิน พร้อมเปิดเผยว่า คนร้ายน่าจะเป็นคนในพื้นที่ ที่รู้จักทางเข้าออกหมู่บ้านเป็นอย่างดี และใช้จังหวะก่อเหตุ เนื่องจากในพื้นที่ของตนเองนี้มียาเสพติดเยอะมาก และราคาถูก ถึงมีการจี้การปล้น ถึงขั้นบีบคอผู้เฒ่าผู้แก่ก็มีมาแล้ว เพื่อหาเงินซื้อยาบ้าเสพ

อยากวอนให้เจ้าหน้าที่ช่วยออกตรวจให้เข้ม เนื่องจากทนพฤติกรรมของยาเสพติดไม่ไหว ทำให้พวกเสพยา สามารถมาก่อเหตุชิงทรัพย์เพื่อนำเงินไปซื้อยาเสพติดดังกล่าว

น้าของผู้เสียหาย เล่าว่า หลานได้ต่อสู้กับผู้ร้ายจนสู้ไม่ไหว ได้อ้อนวอนขออย่าทำอะไรเลย อยากได้อะไรก็เอาไป หลังจากนั้นหลานสาวให้เงิน 200 บาท ให้ผู้ร้ายไป ผู้ร้ายเอาโทรศัพท์มือถือที่แย่งหลานไปก่อนหน้านี้คืนให้ แล้วใช้ผ้าคุมทะเบียนรถ จยย.ผู้ร้าย ขับรถหนีหายไป เวลานี้ชาวบ้านหวาดระแวงอยู่กันอย่างหวาดกลัวกันอย่างมาก บางบ้านมีผู้สูงอายุอยู่บ้านเพียงลำพัง หวั่นได้รับอันตราย ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้

ทั้งนี้อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.บ้านไร่ และชุดสืบสวน ลงพื้นที่ไล่ล่าชายดังกล่าว เพื่อมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน