บึงกาฬ ชาวสวนริมโขง ร้องคัดค้านเทศบาล จ่อเอาที่ทำกินนาน100 ปี ขึ้นทะเบียน นสล. เร่งยื่นหนังสือถึงศูนย์ดำรงธรรม-สำนักนายกรัฐมนตรี

20 ก.ย. 67 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านบึงกาฬใต้ หมู่ 2 และ หมู่ 3 ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ได้มีตัวแทนชาวบ้านประมาณ 50 คน ชุมนุมถือป้ายมาร้องคัดค้าน เทศบาลเมืองบึงกาฬ

กรณีจะนำที่ดินชายหาดริมแม่น้ำโขงกว่า 700 ไร่ ซึ่งบางปีน้ำก็ท่วมถึง หลายปีน้ำก็ไม่ท่วม จึงเป็นโอกาสปลูกพืชทั้งถาวร เช่น ยางพารา และทำนาข้าว โดยเฉพาะช่วงฤดูน้ำลด ชาวบ้านพากันปลูกพืชผักระยะสั้นหมุนเวียนขายตลาด เพื่อเลี้ยงชีพและส่งลูกหลานเรียนหนังสือจนจบปริญญามีงานทำ ส่วนพ่อแม่ยังก้มหน้าก้มตาปลูกพืชผักต่อไป เพื่อเลี้ยงชีพตัวเอง

กระทั่ง เทศบาลเมืองบึงกาฬ เตรียมยึดเอาที่ดินแปลงดังกล่าวไปขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ หรือที่เรียกว่า นสล. ชาวบ้านเกรงจะเข้าไปใช้ประโยชน์ไม่ได้เหมือนเดิม หรืออาจถูกจับข้อหาบุกรุก จึงส่งตัวแทนรวมตัวกันร้องสื่อมวลชน เพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียน นสล. ดังกล่าว

นายวิทยา เสนจันทร์ธิไชย อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ กล่าวว่า ความเข้าใจของชาวบ้านที่ตรงนี้เป็นที่ว่างเปล่าไม่ใช่เป็นที่สาธารณะ ชาวบ้านทำมาหากินอยู่นานเป็นร้อยปี มีความเดือดร้อนสมัยที่ตนเป็นนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ ปี 2555-2563 ได้กันที่ริมโขงไว้ให้พ่อแม่พี่น้องให้ห่างจากโฉนดไปทางแม่น้ำโขงประมาณ 100 เมตร เอาไว้ให้ทำกิน ต่อมาทางเทศบาลได้ออกหนังสือถึงที่ดิน ว่าจะให้มารังวัดที่ตรงนี้ขึ้นเป็น นสล.

วันนี้ พี่น้องมาประชุมที่จุดนี้ เพื่อได้คัดค้านการรังวัดที่ดิน เพื่อเป็น นสล. ดังกล่าว ทางเทศบาลมาขอรังวัด 3 ครั้งแล้วก็ไม่สำเร็จ เพราะว่าชาวบ้านไม่ยินยอมด้วย จึงได้ทำหนังสือยื่นกับ นายอาทิตย์ สิริวงศ์ กำนัน เพื่อไปยื่นร้องศูนย์ดำรงธรรมต่อไป หากยังไม่สำเร็จก็จะตั้งตัวแทนไปยื่นต่อที่ สำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป

นางเล็ก นิลวดี กล่าวว่า วันนี้มาเพื่อร้องคัดค้านการนำที่ดินไปทำเป็นที่สาธารณะ ที่ดินแปลงนี้ทำมาหากินมาตั้งแต่พ่อแต่แม่เป็น 100 ปี รวมทั้งรุ่นลูกรุ่นดิฉันมาอีก 70 ปี ก็ยังทำอยู่ในที่ดินแปลงนี้ แล้วทำไมถึงจะมาทำเป็นสาธารณประโยชน์ ทำไมไม่แบ่งไว้ให้ชาวบ้านได้ทำกินบ้าง ความเดือดร้อนก็คือทำมาหากินมาตั้งแต่เกิดมาจนเฒ่าจนแก่ จึงมาร้องคัดค้านเอาไว้เพื่อให้ลูกหลานได้ทำอยู่ทำกินต่อไป

จึงไม่พอใจหากทางรัฐยึดไปทำเป็นที่สาธารณะ ความจริงตัวเองเริ่มทำสวนมาตั้งแต่อายุ 13 ปี เพราะมีครอบครัวต้องต่อสู้ดิ้นรนจนมาถึงปัจจุบัน ปลูกพืชผักทุกอย่าง ไม่เคยให้ที่ดินว่างเปล่า น้ำลดก็เพาะพันธุ์มะเขือเทศเพื่อปลูกลงดิน ทั้งพริก มะเขือ ฟักทอง และปลูกกล้วยทุกชนิดให้สามีส่งขายตลาด หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ทำมาหากินเลี้ยงลูก 5 คน 4 คน ได้รับราชการ 1 คน ไม่ได้ทำงาน จึงกรีดยางพาราในที่ดินแปลงนี้

หากถูกเทศบาลยึดคืนที่ไปต้นยางพาราก็ถูกตัดโค่นไปด้วย ลูกซึ่งไม่มีงานทำจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อกิน จึงอยากจะกราบวิงวอนทางราชการขอที่ดินไว้ทำกินบ้าง อย่าได้ตัดตีนตัดมือเลย ไม่ปฏิเสธความเจริญ แต่อย่ามาทำความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

นายชุม เพ็งทอง อายุ 87 ปี บอกว่า เกิดที่บึงกาฬ ทำมาหากินอยู่ในดินแปลงนี้กว่า 60 ปีแล้ว ก่อนนี้พ่อแม่ตายายก็ทำกินในที่ดินแปลงนี้มาก่อน ปลูกพริก มะเขือ ข้าวโพดและเผือกมัน พืชผักทุกอย่างพอได้ซื้อข้าวกินเป็นวันๆ ไปไม่ใช่จะร่ำรวยอะไร ถ้าทางการมายึดไปก็ไม่มีที่จะปลูก ทุกคนก็จะทุกข์ยากลำบากตรากตรำไป จึงอยากร้องขอทางการได้อุทธรณ์ผ่อนผันโทษ และอโหสิกรรมให้ชาวนาชาวสวนได้ทำมาหากินด้วย

นายสุรศักดิ์ พุทธวงษ์ กล่าวว่า ปลูกพืชผักทำมาหากินตั้งแต่รุ่นปู่ย่ามากว่า 100 ปี ประกอบอาชีพปลูกผักค้าขายส่งลูกเรียนหนังสือจนจบปริญญาตรีทั้ง 2 คนมีงานทำหมดแล้ว ส่วนผมก็ยังปลูกพืชผักขายและกรีดยางพาราหาเงินเลี้ยงชีพต่อไปในที่ดินแปลงนี้ยึดถือตามบรรพบุรุษที่ทำต่อๆ กันมา จึงอยากคัดค้านว่าทางรัฐจะยึดที่ทำกินไปจากชาวบ้านแล้วเขาจะเอาอะไรมาทำกินเลี้ยงชีพต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน