DSI บุกทลายเหมืองบิทคอยน์ 10 จุดพื้นที่ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ลอบดัดแปลงหยอดกาวมิเตอร์ไฟ ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำรัฐสูญเงินกว่า 20 ล้าน
เมื่อวันที่ 9 ต.ค.67 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รรท.อธิบดีดีเอสไอ นำกำลังเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าม่วง ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี หลังพบว่ามีการลักลอบขุดเงินสกุลดิจิทัล หรือบิทคอยน์ และมีการลักลอบดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าให้จ่ายค่าไฟเพียง 100-400 บาทต่อเดือน ซึ่งน้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้การไฟฟ้าหายกว่า 250,000 บาทต่อเดือน
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการเข้าตรวจค้น พบอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ดัดแปลงยัดใส่ลงในถังน้ำแข็งจำนวนหลายสิบใบ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึด โดยบริเวณเสาไฟหน้าบ้านยังพบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ติดตั้งอยู่ใต้หม้อมิเตอร์ไฟฟ้า ตรวจสอบพบว่ามีการดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้า โดยการหยอดกาวเพื่อมิเตอร์หมุนช้าลง

ส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวนั้น เป็นเครื่องที่ใช้รีโมทเปิดปิด ควบคุมตัวมิเตอร์จากภายในตัวบ้านได้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ายอมรับว่าเพิ่งเคยเห็นอุปกรณ์ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งขนาดเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเองยังทำไม่ได้
เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดไปเก็บรักษาไว้ที่ สภ.ท่าม่วง พร้อมกับเชิญตัวเจ้าของบ้านไปให้ปากคำที่โรงพัก โดยได้แจ้งข้อกล่าวหาลักทรัพย์ในเบื้องต้นก่อน
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และตํารวจสภ.ท่าม่วง มาตรวจค้นบ้านเป้าหมาย ซึ่งเราพบเบาะแสจากเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้า ว่าน่าจะมีการลักใช้ไฟเพื่อขุดเงินดิจิทัล วันนี้ก็ได้นํากําลังแล้วก็ขอหมายค้นจากศาลอาญา จ.กาญจนบุรี เพื่อตรวจค้นบ้านเป้าหมายจำนวน 10 จุด
จุดแรกที่พบ เป็นเครื่องขุดเงินสกุลดิจิทัล จำนวน 10-12 เครื่อง ซึ่งกิโลวัตต์ก็ประมาณ 3.6 กิโลวัตต์ต่อเครื่อง ซึ่งต้องไปคํานวณว่ามันมีการได้ประโยชน์ไปเท่าไหร่ เบื้องต้นก็จะต้องตรวจยึดของกลางต่างๆในแต่ละจุด ซึ่งขณะนี้พบแล้วประมาณ 70 กว่าเครื่อง ใน 10 จุดด้วยกัน แล้วก็หลังจากนี้ จะมีการขยายผลไปอีก 5 จุด ก็จะทยอยได้รับรายงานมาเรื่อยๆ

ก็คงต้องขยายผลว่า ใครที่อยู่เบื้องหลังในการกระทําครั้งนี้ หรือว่าเป็นตัวคนที่พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ จะต้องสืบสวนหาผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ต่อไป ในส่วนของความผิดขณะนี้ในเบื้องต้นก็เป็นเรื่องลักทรัพย์ ทั้งกลางคืนกลางวันต่อเนื่องกัน แล้วก็ต้องดูเครื่องว่ามันมีที่มาจากแหล่งไหน มันคงอาจจะไม่ใช่ในประเทศ ถ้าเครื่องนํามาจากภายนอก ก็อาจจะมีความผิดด้วย และจะมีการเสนอเป็นคดีพิเศษต่อไป
ด้าน เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ให้ข้อมูลว่า เครื่องหนึ่งถ้าเราคํานวณดูจากการใช้กระแส เครื่องหนึ่ง 3.6 กิโลวัตต์ ก็คือ 3,600 วัตต์ต่อชั่วโมง ถ้าหากว่าในมูลค่าความเสียหาย 12 เครื่อง ก็จะประมาณ 250,000 ต่อเดือน ที่เราลองคํานวณดูแต่ว่าเขาเสียค่าไฟฟ้า แค่หลักร้อยต่อเดือนแค่นั้นเอง ถ้าหลายๆ จุดก็มูลค่าก็น่าจะเกือบๆ 20 ล้านบาทต่อเดือนที่สูญเสียไป
ส่วนจุดเริ่มต้นที่การไฟฟ้าเริ่มรู้สึกแปลใจ ว่ามีความผิดปกตินั้น เพราะเรามีฐานข้อมูล อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่ามิเตอร์ทุกเครื่องเราจะมีการสุ่มตรวจ ในกรณีที่ว่าฐานข้อมูลมันผิดปกติ หลังจากสุ่มตรวจเราก็จะร่วมมือกับทาง DSI อย่างรอบนี้ร่วมมือกับ DSI เนื่องจากเราพบว่ามันมีปริมาณกระจายตัวเยอะ

ในส่วนของค่าเสียหาย ประเด็นแรกคือ เราเรียกเก็บในเรื่องของการละเมิดมิเตอร์ก่อน เพราะพบว่ามีการเจาะด้านหลังของมิเตอร์ ตัดแต่งวงจรภายในให้มิเตอร์ทํางานผิดปกติ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ หน่วยที่การไฟฟ้าส่วนภาค เรามีการคํานวณตามหลักวิศวกรรม ว่ามีการละเมิดที่เป็นมูลค่าเท่าไหร่