ช็อกกว่าเดิม แก๊งคอลฯ หลอก นศ.โคราช กักตัวเรียกค่าไถ่กว่า 200 คน บางคนโดนไปถึง 5 แสน แฉวิธีลงมือ ชี้เจอแบบนี้รีบเข้าไปหาตำรวจทันที

วันที่ 10 ต.ค.67 ที่ห้องประชุมชั้น 5 อาคารรัฐสีมาคุณากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) อ.เมือง จ.นครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ร่วมกับ สภ.โพธิ์กลาง จัดกิจกรรมเสวนาให้ความรู้ ในหัวข้อ “SUT รู้ทันกลลวง คอลเซ็นเตอร์ ภัยร้ายใกล้ตัว” นำโดย พ.ต.อ.วีณวัฒน์ ศรีแย้ม ผกก.สภ.โพธิ์กลาง และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน สภ.โพธิ์กลาง มาบรรยายให้ความรู้แก่ผู้ร่วมฟังเสวนา ซึ่งมีคณาจารย์ และนักเรียน นักศึกษา ร่วมฟังเสาวนากันเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรศัพท์มาหลอกนักศึกษาให้ไปเช่าหอพักกักตัว แล้วให้ผู้ปกครองโอนเงินให้นักศึกษา ก่อนที่นักศึกษาจะโอนเงินให้มิจฉาชีพ ซึ่งมีนักศึกษา มทส.ตกเป็นเหยื่อกว่า 200 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่น ทั้งในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และในพื้นที่ภาคเหนือ ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพในลักษณะนี้ด้วยอีกหลายร้อยราย

นายอรรถวุฒิ ภูคำวงษ์ ที่ปรึกษาหอพัก มทส. เปิดเผยว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 1 ส.ค. – 30 ก.ย.67 มีนักศึกษา มทส.ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพกว่า 200 ราย ซึ่งพฤติกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ครั้งนี้ จะทำงานกันเป็นทีม โดยลำดับเหตุการณ์คือ 1.ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โทรศัพท์หาผู้เสียหาย ทำเป็นว่ามีหมายเลขบัตรประชาชนไปเกี่ยวข้องคดีต่างๆ เช่น ไปติดตั้งอินเทอร์เน็ตบ้านไม่ชำระเงินที่ต่างจังหวัด เว็บพนันออนไลน์ เว็บสื่อลามกอนาจาร เเล้วแต่มิจฉาชีพจะสร้างสถานการณ์ข่มขู่ให้เหยื่อเกิดความหวาดกลัว เกี่ยวกับคดีต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

2.หลังจากเหยื่อหลงเชื่อมิจฉาชีพ กลุ่มนี้จะให้เหยื่อไปหาสถานที่เงียบๆ คนเดียวสนทนาโดยไม่ให้มีบุคคลที่ 3 อยู่ด้วย และสั่งห้ามบอกใครเด็ดขาด ออกอุบายให้เหยื่อไปเช่าห้องพักกักตัวเองเพื่อพูดคุยคดีความ เหยื่อบางรายกักตัวเอง 7 วัน โดยมิจฉาชีพจะใช้จิตวิทยาควบคุมเหยื่อ พร้อมห้ามบอกใครว่าพักอยู่ที่ไหน

3.หลังจากเหยื่อดำเนินการต่างๆ เสร็จ เริ่มทำตามแผนโดยให้เหยื่อโอนค่าการดำเนินคดีก่อน และควบคุมเหยื่อผ่านออนไลน์ตลอดเวลา 24 ชม. ซึ่งมิจฉาชีพจะทำหน้าที่เข้าเวรเปลี่ยนกันควบคุมเหยื่อ หลังจากนั้นจะให้เหยื่อหลอกลวงผู้ปกครองสร้างสถานการณ์ต่างๆ ในการหาเงินมาให้ เช่น ให้เหยื่อถ่ายรูปปัจจุบันแล้วตกแต่งภาพผ่านเเอปต่างๆ ว่าเหยื่อโดนทำร้ายร่างกาย หรือให้เหยื่อพิมพ์ข้อความว่าถูกจับตัวหรือหายตัวออกจากหอ แล้วส่งไปให้ผู้ปกครอง พร้อมสั่งให้เหยื่อพิมพ์ข่มขู่ผู้ปกครองตัวเองเพื่อให้ได้เงิน

หากผู้ปกครองคนไหนหลงเชื่อก็จะโอนให้เหยื่ออย่างรวดเร็ว เพราะมิจฉาชีพใช้เหยื่อเป็นเครื่องมือในการติดต่อผู้ปกครอง ไม่ได้ให้ติดต่อด้วยตัวเอง เพราะถ้าผู้ปกครองโอนโดยตรงก็จะเกิดข้อสงสัยของปลายทางว่าเลขบัญชีใครอาจจะไม่โอน เลยต้องใช้บัญชีเหยื่อเป็นเครื่องมือและให้เหยื่อโอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพอีกที

4.หลังจากนั้นมิจฉาชีพจะโทรหาผู้ปกครองโดยได้เบอร์จากเหยื่อ ข่มขู่ว่าลูกติดพนันออนไลน์ให้นำเงินมาใช้หนี้ หรือถูกจับเรียกค่าไถ่ แล้วแต่จะสร้างสถานการณ์ หากผู้ปกครองหลงเชื่อขาดสติก็จะเสียทรัพย์ทันที เหตุการณ์ใกล้ตัวกลยุทธ์ของมิจฉาชีพทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงมีทุกรูปแบบ เคสนักศึกษาล่าสุดนี้ดีที่ไปช่วยได้ทัน รู้ที่พักของเหยื่อที่ถูกหลอกไปเช่า แจ้งผู้ปกครองและคนรอบข้างได้ทัน แต่ก็เสียทรัพย์จำนวนหนึ่ง เคสนี้เสียเงิน 33,000 บาท

แต่มีบางเคสที่ไปเช่ารีสอร์ตซึ่งอยู่ห่างไกลมหาวิทยาลัย ทำให้ติดต่อไม่ได้ และมีนักศึกษารายหนึ่งที่ถูกหลอกเสียเงินมากที่สุดมากถึง 5 แสนบาท ขณะที่เมื่อวันที่ 27 ก.ย.67 วันเดียว มีนักศึกษา มทส.ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ 3 ราย เสียเงินไปกว่า 6.9 แสนบาท คาดว่าถ้ารวมความเสียหายของเหยื่อทั้งหมดกว่า 200 คน จะมากกว่า 3 ล้านบาท

5.มิจฉาชีพให้เหยื่อตายใจโอนเงินให้ค่าเช่าห้องพักเพื่อถ่วงเวลาให้เหยื่ออยู่กักตัวเองต่อ และหาเเนวทางให้เหยื่อโกหกหลอกให้ผู้ปกครองโอนเงินให้ได้มากที่สุด และจะอ้างว่าทำเรื่องทางคดียังไม่เสร็จ เงินก็คือเงินเหยื่อที่โอนให้จำนวนก่อนหน้านี้

ซึ่งหลังจากนี้ทางหอพักมหาวิทยาลัยฯ จะแจ้งข่าวสาร เตือนนักศึกษาหลากหลายช่องทาง เช่น ติดประกาศตามหอพัก, ติดตามประตูห้องน้ำในหอพักทุกห้อง, แจ้งเตือนผ่านกลุ่มไลน์หอพักและกลุ่มไลน์ผู้ปกครอง และแจ้งเตือนและขอความอนุเคราะห์ให้หอพักเครือข่าย มทส.และหอพักรอบมหาวิทยาลัยสอดส่องดูแลเด็กในหอพักอย่างใกล้ชิด

ด้าน พ.ต.อ.วีณวัฒน์ ศรีแย้ม ผกก.สภ.โพธิ์กลาง กล่าวว่า กรณีนี้มีนักศึกษา มทส.ตกเป็นเหยื่อกว่า 200 ราย โดยบางส่วนจะเป็นการหลอกให้ซื้อของออนไลน์ แล้วได้ของไม่ตรงปก แต่ที่สูญเสียเงินมากๆ จะเป็นกลุ่มที่ถูกมิจฉาชีพปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่านักศึกษาเกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ เช่นคดีพนันออนไลน์ ซึ่งวัยรุ่นหลายคนอาจจะเคยเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่มิจฉาชีพขู่ว่าจะถูกดำเนินคดีข้อหาหนักหลายข้อ เช่นคดีการฟอกเงิน โยงกับพ่อค้ายาเสพติด เพื่อให้เหยื่อเกิดความหวาดกลัว แล้วอ้างว่าจะสามารถช่วยเคลียร์คดีให้ได้ แต่ต้องทำตามที่บอก ทำให้นักศึกษาหลงเชื่อโอนเงินไปให้มิจฉาชีพจำนวนมาก

ตนยืนยันว่าความผิดลักษณะนี้เป็นความผิดเล็กน้อย ไม่ต้องกลัว แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่มีนโยบายโทรศัพท์มาแจ้งข้อกล่าวหา แต่จะออกหมายเรียกให้เข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาเท่านั้น หรือถ้าสงสัยก็ขอให้เข้ามาหาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่โรงพักใกล้เคียง อาจจะนำเบอร์โทรศัพท์ หรือแคปหน้าจอของผู้ที่โทรศัพท์หามาที่โรงพัก เพราะทุกโรงพักจะสามารถตรวจสอบให้ได้ว่าคนที่โทรศัพท์มา เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงหรือปลอม อย่าเพิ่งหลงเชื่อโอนเงินไปเป็นอันขาด เพราะถ้าโอนเงินไปแล้วจะไม่มีโอกาสได้เงินคืนแน่นอน

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน