รวบ ‘หนึ่ง บางสะพาน’ พ่อค้ายาปืนโหด รัว 5 นัด ยิงหัวอริดับ ย่ามใจกลับมาถิ่นเก่าเลยโดนจับ อ้างโดนขับรถปาดหน้า ตร.ไม่เชื่อ เหตุมาดักรอผู้ตาย ก่อนลงมือ
เมื่อวันที่ 22 ก.พ.68 พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสบชัย มัตสยะวนิชกูล ผบก.สส.ภ.7 พล.ต.ต.นครินทร์ สุคนธวิท ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ และตำรวจภูธร สภ.บางสะพาน
เข้าจับกุมตัว นายปิยะพงษ์ หนึ่ง บางสะพาน อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาล ประจวบคีรีขันธ์ เลขที่ จ.238/2567 ลงวันที่ 24 ธ.ค.67 ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต, ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหมู่บ้านหรือที่ชุมชน โดยจับกุมตัวได้หน้าบ้านเช่า ในต.ศาลาลัย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์
สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 21 ธ.ค.67 เจ้าหน้าที่ตำรวจ รับแจ้งเหตุใช้อาวุธปืนยิงกัน บริเวณถนนสะพานข้ามทางรถไฟเขาสีเสียด หมู่ 6 ตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เมื่อเดินทางไปถึงพบรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า รุ่น m-slaz สีน้ำเงินขาว ทะเบียน ประจวบคีรีขันธ์ พลิกคว่ำอยู่ 1 คัน ข้างกันพบศพผู้ขับขี่ชื่อ นายรุ่งฤทัย หรือเอ๋ อายุ 46 ปี ถูกยิงด้วยปืนขนาด 9 มม. เข้าที่ศีรษะจำนวน 2 นัด และลำตัวอีก 3 นัด รวมทั้งสิ้นเป็น 5 นัด นอกจากนี้ ยังพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. และหัวกระสุนปืนขนาดเดียวกัน กระจัดกระจายอยู่เกลื่อนพื้น
จากแนวทางการสืบสวนทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายปิยะพงษ์ หรือ “หนึ่ง บางสะพาน” ผู้ต้องหาซึ่งมีประวัติ พัวพันกับยาเสพติดในพื้นที่ สภ.บางสะพาน สภ.บ้านมาบอำมฤต และ สภ.เมืองชุมพร หลายคดี เคยถูกจับกุมดำเนินคดีและถูกออหมายจับติดตามตัวจำนวนหลายครั้ง
โดยวันก่อเหตุ นายปิยะพงษ์ ใช้รถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว่ สีดำ ทะเบียน สุโขทัย เป็นยานพาหนะ หลบหนีออกนอกพื้นที่ไปกบดาน ก่อนจะย่ามใจกลับเข้ามาพักอาศัยในพื้นที่อีกครั้ง กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับกุมตัวได้ดังกล่าว
จากสอบสวน นายปิยะพงษ์ อ้างว่าคืนวันเกิดเหตุ มีปากเสียงกับผู้ตายเนื่องจาก ถูกขับขี่รถจักรยานยนต์ปาดหน้าจึงใช้อาวุธปืนยิงจนเสียชีวิต แต่ชุดจับกุมไม่ปักใจเชื่ อเนื่องจากแนวทางการสืบสวน พบว่า นายปิยะพงษ์ รู้จักคุ้นเคยกับผู้ตายมาก่อน
ประกอบกับก่อนลงมือก่อเหตุมาจอดรถดักรอผู้ตาย ซึ่งกำลังขับขี่จักรยานยนต์ผ่านมาจากการไปร่วมงานเลี้ยง อีกทั้งหลังเกิดเหตุ พบว่าสร้อยทองรูปพรรณ ที่ผู้ตายสวมใส่ ทั้งสร้อยคอ และสร้อยข้อมือ น้ำหนักรวม 4 บาท มูลค่ากว่า 180,000 บาท ก็เกิดสูญหายไป
คาดว่าทั้ง 2 ฝ่ายน่าจะมีประเด็นโกรธแค้นกันมากกว่า แค่เรื่องขับรถปาดหน้าบนท้องถนน จึงควบคุมตัวนายปิยะพงษ์ นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการขยายผล และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


