ยายสุดช็อก ตามหลานไปกินข้าว พบกึ่งนั่งกึ่งนอนเป็นศพ เสียชีวิตอยู่ในครัว คาดไหลตาย หรือหัวใจล้มเหลว
เมื่อเวลา 13.40 น.วันที่ 5 มี.ค.2568 ร.ต.ท.หญิงนีรนุช บุตตเขียว รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเหตุมีชายเสียชีวิต โดยไม่ทราบสาเหตุอยู่ในบ้านพัก บ.โนนภู่ทอง ม.11 ต.บ้านจั่น อ.เมือง จ.อุดรธานี หลังรับแจ้งเหตุจึงรีบรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย แพทย์เวร รพ.ศูนย์อุดรธานี และอาสากู้ภัยมูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรมสถาน
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว พบร่างของนายธนาธร หรือเต้ อามาตย์มนตรี อายุ 31 ปี กึ่งนอนกึ่งนั่งพิงประตูห้องครัวหลังบ้าน ศอกซ้ายค้ำพื้นห้องโถง มือสองข้างกำแน่น เสียชีวิตอยู่ เบื้องต้นมีนายเทียน และนางเขื่อง สีหาท้าว อายุ 72 ปี ตาและยายผู้ตาย เป็นคนพบศพคนแรก
โดยนายเทียนฯ ได้นำร่างผู้ตายมานอนหงายอยู่กลางห้องโถงของบ้าน ส่วนนางเขื่อง ได้ลูบแขนลูบขาศพหลานชาย สั่งลากันเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็รอให้การกับเจ้าหน้าที่ โดยมีญาติและเพื่อนบ้านที่ทราบข่าว พากันมามุงดูเหตุการณ์

นางเขื่อง ให้การว่า หลานชายอยู่บ้านหลังนี้คนเดียว พ่อตายแล้ว ส่วนแม่ไปทำงานอยู่ขอนแก่น ส่วนตนจะอยู่บ้านอีกหลังที่อยู่ติดกัน หลานเคยเป็นช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ตอนนี้ตกงาน ปกติก็จะกินข้าวด้วยกันที่บ้านของตน เช้าวันนี้จนสายก็ไม่เห็นหลานออกมากินด้วย จนประมาณ 11.00 น. ตนจึงเดินมาร้องเรียกที่หลังบ้าน แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับ จึงเปิดประตูหลังบ้านเข้าไป ก็เห็นหลานนั่งพิงประตูห้องครัวอยู่ ตอนแรกนึกว่าหลานหลับ แต่เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น จึงเดินเข้าไปเขย่าตัวก็พบว่าตัวแข็งแล้ว ตนตกใจ จึงวิ่งออกไปหน้าบ้านไปเรียกตามาช่วย
นายเทียน กล่าวว่าหลังจากที่ได้ยินเสียงยายร้องโวยวาย ก็คิดแล้วว่าหลานต้องเกิดเรื่องไม่ดี จึงรีบวิ่งมาที่บ้านหลาน เข้าไปเห็นหลานนอนนิ่ง เขย่าตัวอย่างแรงก็ไม่ฟื้น จึงลากร่างหลานมานอนที่กลางบ้าน เขย่าตัวอย่างแรงอีกประมาณ 4 – 5 ครั้ง จนมั่นใจว่าหลานเสียชีวิตแล้ว ส่วนการเสียชีวิตของหลาน หากหมอปัจจุบัน ระบุว่าหัวใจล้มเหลว แต่หากคนโบราณ จะบอกว่าไหลตาย ตนจึงพากันโทรแจ้งผู้ใหญ่บ้านและแจ้งตำรวจ

ด้าน น.ส.บัวเรียน สีหาท้าว อายุ 42 ปี น้าสาวคนตาย กล่าวว่า เมื่อวานหลานก็อยู่กินข้าวกับตาและยายตามปกติ ยังหยอกหลานอยู่เลย แต่หลานชายบอกว่าไม่สบาย ปวดหัว เป็นไข้ มาประมาณ 2 วัน ยายก็เอายาไปให้กิน แต่ก็ยังบ่นว่าอาการยังไม่ดีขึ้น หลานไม่มีโรคประจำตัวอะไร อาจจะหัวใจล้มเหลวแล้วเสียชีวิต หากเป็นคนโบราณก็จะบอกว่าไหลตาย ญาติไม่ได้ติดใจอะไร แต่ก็ตกและเสียใจเป็นเรื่องปกติ
จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการชันสูตรพลิกศพ จากการตรวจสอบเบื้องต้นตามร่างกายผู้ตาย ไม่มีร่องรอยได้รับบาดเจ็บ ที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยการต่อสู้ คาดว่าผู้ตายเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 ชม. เมื่อเห็นว่าญาติไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต จึงมอบศพให้นำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป