กรมควบคุมโรค แจ้งยอด ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ลงทะเบียนรักษา 7.4 ล้านคน เกินครึ่งยังควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ หมอย้ำลดรสเค็ม-อาหารโซเดียมสูง ควรควบคุมพฤติกรรม ป้องกันเกิดโรคไม่ติดต่อ-ภาวะแทรกซ้อน อันตรายถึงขั้นพิการ-เสียชีวิต แนะตรวจวัดอย่างสม่ำเสมอ

16 พ.ค. 68 – นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันความดันโลหิตสูงโลก (World Hypertension Day)

ในปีนี้ สมาพันธ์ความดันโลหิตสูงโลก (World Hypertension League) ได้กำหนดประเด็นการรณรงค์ คือ “Measure Your Blood Pressure Accurately, Control It, Live Longer : วัดความดันอย่างไร สูงเกินไปคุมให้ดี ช่วยยืดชีวีตให้ยืนยาว” มุ่งเน้นให้ประชาชนวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อ และภาวะแทรกซ้อน

“จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 (พ.ศ.2562 – 2563) พบว่า ความชุกโรคความดันโลหิตสูงของประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 25.4 หรือประมาณ 14 ล้านคน จากร้อยละ 24.7 หรือประมาณ 13 ล้านคน ในปี 2557 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ข้อมูลจากระบบรายงานของ สธ. ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 พบว่า มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนรักษาเพียง 7.4 ล้านคน และผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา แต่ยังควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ มีมากถึง 3.5 ล้านคน ถึงแม้โรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ

แต่หากไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ ในระยะยาวจะส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา ได้แก่ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด และโรคไตวายเรื้อรัง ส่งผลให้ผู้ป่วยพิการหรือเสียชีวิตได้” นพ.ภาณุมาศ กล่าว

นพ.สุทัศน์ โชตนะพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ควรกินยาตามแพทย์สั่ง ไม่ควรหยุดยาเอง เพื่อให้สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้

ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งถือเป็นวิธีการรักษาหลักที่ประหยัดและคุ้มค่าด้วยการควบคุมน้ำหนัก ให้มีค่าดัชนีมวลกาย ระหว่าง 18.5 – 22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ทุกมื้อ โดยในแต่ละมื้อมีปริมาณอาหารที่เหมาะสม ด้วยสูตรเมนูอาหาร 2:1:1 “ผัก 2 ส่วน : ข้าว 1 ส่วน : เนื้อสัตว์ 1 ส่วน” หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง

ประชาชนทั่วไปควรจำกัดปริมาณโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรจำกัดปริมาณโซเดียมอย่างเข้มงวด คือ ไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน ออกกำลังกายระดับหนักปานกลาง เช่น แอโรบิก ว่ายน้ำ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน สะสมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือ 30 นาทีต่อวัน งดการดื่มสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการสูดควันบุหรี่

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กล่าวว่า ประชาชนควรวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อให้ทราบระดับความดันโลหิตของตนเอง รู้เลขเสี่ยง เลี่ยงโรคไม่ติดต่อ โดยระดับความดันโลหิตที่เหมาะสมควรน้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท

ถ้าหากว่ามีระดับความดันโลหิตตั้งแต่ 130/80 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าอยู่ในระดับเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ถ้าระดับความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงและเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม

หากมีระดับความดันโลหิตตั้งแต่ 180/110 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงอันตราย ควรรีบพบแพทย์โดยด่วนเพื่อวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงและเข้ารับการรักษาทันที

และประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี หรือเข้ารับการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงในสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน เพียงแสดงบัตรประชาชนเพื่อเข้ารับบริการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ซึ่งการตรวจคัดกรองช่วยในการค้นหาผู้ที่ไม่แสดงอาการหรือเริ่มมีภาวะเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ทำให้ได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตป้องกันไม่ให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงในอนาคตต่อไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ภก.เลิศชาย เลิศวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โดยเน้นย้ำการเลือกรับประทานอาหาร ลดการบริโภคโซเดียม

พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนสังเกตเลข อย. บนผลิตภัณฑ์อาหาร อ่านฉลากโภชนาการ หรือสังเกตสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice) ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการปรับสูตรให้มีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมในระดับที่เหมาะสม

รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า การควบคุมความดันโลหิตควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและบริโภคอาหารที่ถูกต้อง อย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาอ้างว่าสามารถลดหรือรักษาโรคความดันโลหิตสูงได้

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามหรือแจ้งข้อร้องเรียนผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line: @FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: [email protected] ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั่วประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน