อช.หมู่เกาะสุรินทร์ รีบลุยกู้เรือเมียนมาชนปะการัง แจ้งใช้ถังน้ำ 200 ลิตร 100 ถัง พยุงท้ายเรือให้ลอยขึ้น พร้อมเร่งฟื้นฟูปะการัง
17 มิ.ย. 68 – นายเกรียงไกร เพาะเจริญ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าปฏิบัติการกู้ภัยและฟื้นฟูแนวปะการัง จากกรณีเรือขนส่งสินค้าสัญชาติเมียนมา “MV AYAR LINN” ประสบเหตุชนและเกยตื้น บนแนวปะการังบริเวณอ่าวจาก ภายในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 68 ทำให้ปะการังเสียหายประมาณ 150 ตารางเมตร นั้น

นายเกรียงไกร กล่าวว่า การปฏิบัติภารกิจร่วมกันระหว่าง อุทยานฯหมู่เกาะสุรินทร์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์(สบอ.) ที่ 5 (นครศรีธรรมราช), ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 2 จังหวัดภูเก็ต, อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน, ผศ.ดร.ทนงศักดิ์ จันทร์เมธากุล จากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และพี่น้องชาวไทยมอแกน ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. 2568
โดยแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 ชุดหลัก ได้แก่ ชุดที่ 1 ภารกิจกู้เรือขนส่งสินค้า โดยทีมกู้เรือกำลังใช้ถังน้ำขนาด 200 ลิตร 100 ถัง บรรจุน้ำให้เต็มและนำไปผูกติดกับใต้ท้องเรือส่วนท้ายที่จมน้ำ จากนั้นจึงอัดอากาศเข้าไปในถังเพื่อพยุงให้ส่วนท้ายของเรือลอยขึ้น

จากการปฏิบัติภารกิจเบื้องต้นพบว่า ใต้ท้องเรือส่วนท้ายเริ่มมีการเคลื่อนตัวแล้ว และในวันที่ 16 มิ.ย. ได้เพิ่มถังน้ำขนาด 200 ลิตรไปอีก และบอลลูน สำหรับเคลื่อนย้ายวัตถุใต้น้ำ (Lift Bag) เพื่อเร่งดำเนินการให้เรือสามารถเคลื่อนที่ได้
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ชุดที่ 2 ประเมินความเสียหายและซ่อมแซมปะการัง สำหรับการประเมินความเสียหายต่อแนวปะการัง ทีมงานได้ใช้วิธี Photo quadrat เพื่อประเมินพื้นที่เสียหาย โดยลากเส้นเทปจากท้ายเรือตามแนวร่องรอยการเคลื่อนตัวของเรือเป็นระยะทาง 42 เมตร ซึ่งเป็นบริเวณที่พบร่องรอยความเสียหายของปะการัง

จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า ปะการังที่เสียหายจากการครูดไถส่วนใหญ่คือ ปะการังเขากวาง (Acropora spp.) รองลงมาได้แก่ ปะการังผิวยู่ยี่ (Porites rus) ปะการังสีน้ำเงิน (Helioporo sp.) และปะการังโขด (Porites luteo)
สำหรับพื้นที่ใต้ท้องเรือและบริเวณรอบตัวเรือยังไม่ได้รับการประเมินอย่างละเอียด แต่คาดการณ์ว่าจะได้รับความเสียหายทั้งหมดจากการกดทับ โดยปะการังส่วนใหญ่ในบริเวณนี้ คือ ปะการังสีน้ำเงิน ในส่วนของการฟื้นฟูเบื้องต้น ทีมงานได้รวบรวมชิ้นส่วนปะการังที่แตกหัก และพิจารณาเลือกชิ้นส่วนขนาดเล็ก ที่ไม่ได้ยึดติดกับโคโลนีเดิมหรือพื้นวัสดุ เพื่อนำไปยึดติดกับตะปูบนพื้นปะการังที่ตายแล้วด้วยสายเคเบิลไทร์ โดยดำเนินการไปแล้วประมาณ 300 ชิ้น

ทั้งนี้ ชิ้นส่วนปะการังเขากวางที่แตกหักบางส่วน พบว่า มีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ปกคลุมรอยแผล และบางชิ้นส่วนเชื่อมติดกับโคโลนีเดิมได้เองตามธรรมชาติ สำหรับชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่แตกหักคาดว่า จะสามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และฟื้นตัวได้เอง ซึ่งจะต้องมีการติดตามผลในอนาคตต่อไป
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ส่วนชุดที่ 3 ทำหน้าที่เก็บขยะทะเล โดยมีแนวทางการปฏิบัติภารกิจสำรวจบริเวณโดยรอบตัวเรือ เพื่อประเมินประเภทของขยะและจำนวนขยะ ต่อมาได้ทำการเก็บขยะ ประกอบไปด้วยกระดาษลัง เศษผ้า ยางรถบรรทุก และขยะอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ทีมงานยังคงปฏิบัติภารกิจกู้เรือ และฟื้นฟูแนวปะการังอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายจากสภาพภูมิประเทศและใต้น้ำ โดยความพยายามจากเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน เพื่อลดผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลให้ได้มากที่สุด