ขนลุก! ร่างทรงฤาษีประทับ ชี้หน้า แก๊งโจรงัดตำหนัก ลักรูปหล่อ พระแม่อุมาเทวีราคา 5 แสนบาท ไปชั่งกิโลขาย ซื้อยาเสพ ขู่อาฆาตจะเอาให้ถึงที่สุด เตรียมตัวให้ดี
กรณีตร.สภ.ย่อยห้วยหลวง อ.เมืองอุดรธานี จับนายกร อายุ 22 ปี ชาว จ.อุดรธานี ที่งัดตำหนักฤาษี “ฤาษีไกรกรุศิศาสตราราม” ซึ่งร่างทรงมาเช่าไว้ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน โดยลักองค์พระแม่อุมาเทวี ทองเหลืองราคา 5 แสนบาท มีดดาบพร้อมฝัก พระเครื่อง กีต้า คอมพิวเตอร์ รวมมูลค่า 7.5 แสนบาท เหตุเกิดวันที่ 4 มิ.ย.68 คุมตัวไปชี้จุดเกิดเหตุ จังหวะเดียวกัน น.ส.ศรันรัตน์ โทรมาคุยกับนางแก้วตา ผู้ดูแลตำหนัก ต่อมาฤาษีประทับร่างบอกว่า โจรมี 4 คน จะพบกับความฉิบหาย จับได้หมดแน่นอน ทำให้โจรถึงกับผวาหวาด ฝากขอโทษเจ้าของตำหนัก ตามที่เสนอข่าวไปนั้น
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.68 พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ จันทร์พล ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี พ.ต.ท.มานิตย์ แก้วเจริญ รอง ผกก.สส.สภ.ย่อยห้วยหลวง ร.ต.อ.นิติพันธ์ สุภะดี รอง สว.สส.สภ.ย่อยห้วยหลวง ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมแก๊งโจรงัดตำหนักฤาษี อ.เมือง จ.อุดรธานี ประกอบด้วย นายกร อายุ 22 ปี นายทิวา อายุ 36 ปี นายวุฒิเสน อายุ 29 ปี และนายสมยศ อายุ 42 ปี ทั้งหมดเป็นชาวบ้านบ้านเชียงพิณ หมู่ 9 ต.เชียงพิณ อ.เมือง จ.อุดรธานี
พร้อมของกลาง มีดดาบพร้อมฝักสำหรับประกอบพิธี พระเครื่องหลายรายการ คอมพิวเตอร์ 1 ชุด กีต้าร์ 1 ตัว แก้วไวน์ 30 ใบ ตะกร้า ปลั๊กไฟ 2 อัน เครื่องเสียงและลำโพง มีดหมอ แก้วทองเหลือง ยาบ้า 30 เม็ด โดยของกลางทั้งหมดยึดมาจากบ้านผู้ต้องหาทั้ง 4 คน
โดยแจ้งข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเคสหถานในเวลากลางคืน ทีมีการทำลายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์นั้นหรือรับของโจร เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย” และแจ้งข้อหานายทิวา หรือปอนด์ “ มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย”
หลังจากจับกุมนายกร ซึ่งเป็นคนเข้าไปงัดตำหนักติดต่อกัน 3 วัน ลักทรัพย์สินรวมมูลค่า 7.5 แสนบาท จากการสอบสวนนายกรให้การรับสารภาพว่า นำทรัพย์สินที่ลักไปฝากไว้บ้านเพื่อน 3 คน ตำรวจจึงไปจับกุมนายทิวา นายวุฒิเสน และนายสมยศ พร้อมของกลาง ควบคุมตัวทั้งหมดมาทำการสอบสวน
ซึ่งจะบันทึกวิดีโอตาม พ.ร.บ.ทรมานและอุ้มหาย ซึ่งขณะสอบสวนผู้ก่อเหตุ มี น.ส.ศรันรัตน์ อายุ 41 ปี เจ้าของตำหนักและร่างทรง เดินทางมาโรงพัก มาขอดูหน้าแก๊งโจรที่เข้าไปงัดตำหนักลักทรัพย์ พอเข้ามาในห้องสอบสวน พบผู้ก่อเหตุ 3 คน จึงถามหาผู้ต้องหาอีก 1 คนว่าไปไหน จู่ๆ ฤาษีก็ประทับร่าง น.ส.ศรันรัตน์ มีอาการตัวสั่น ชี้หน้าแก๊งโจร พร้อมกับกล่าวอาฆาตด้วยน้ำเสียงคล้ายคนแก่ว่า
“ข้าจะเอาให้ถึงที่สุด มึงเตรียมตัวไว้ให้ดี ความฉิบหายจะเกิดขึ้นกับพวกเจ้า เตรียมตัวไว้เลยไอ้ตัวการ” แม้ว่านายวุฒิเสน จะพยายามอธิบายว่าไม่ได้เป็นคนเข้าไปลักทรัพย์ในตำหนัก แค่รับฝากทรัพย์สินเฉยๆ แต่ฤาษีก็ขู่อาฆาต ไม่มีละเว้น
จากนั้นก็มาจับมีดดาบพระแม่กาลีสำหรับทำพิธีขึ้นมา ก่อนจะชักมีดดาบออกจากฝัก ซึ่งสร้างความอกสั่นขวัญแขวนกับผู้ต้องหาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนายโก้ ถึงกับหน้าซีด เพราะความกลัว ไม่นานร่างทรงก็เก็บมีดดาบเข้าฝักไว้ตามปกติ แล้วก็เดินออกจากห้องไป
พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ เปิดเผยว่า หลังรับแจ้ง ตำรวจสืบสวน สภ.ย่อยห้วยหลวง ก็ออกสืบสวนติดตามร้าย เนื่องจากทรัพย์สินที่หายมีมูลค่ามาก อีกทั้งตำรวจก็มีข้อมูลผู้ก่อเหตุอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว จึงไปจับกุมนายกร ซึ่งอยู่บ้านใกล้ตำหนัก เป็นคนเข้าไปลักทรัพย์ในตำหนัก
ซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีมูลค่าทางจิตใจ คือเป็นองค์พระแม่อุมาเทวีทองเหลืองราคา 5 แสนบาท ที่บูชามาจากอินเดีย นายโก้นำไปทุบเป็นชิ้นแล้วไปช่างกิโลขายร้านรับซื้อของเก่า ทรัพย์สินบางอย่างจะนำมาแลกยาบ้ากับนายทิวา และนำไปฝากบ้านนายวุฒิเสน และนายสมยศ ทยอยนำออกไปขายเรื่อยๆ
“อยากฝากถึงผู้ที่รับฝากของ หรือร้านที่รับซื้อ ต้องพิจารณาว่าทรัพย์ที่นำมาฝาก หรือขาย ต้องดูให้ดีว่าเป็นทรัพย์สินที่ขโมยมาหรือไม่ หรือได้มาจากการกระทำความผิด เพราะถ้ารับฝากหรือซื้อทรัพย์สินที่ลัก วิ่ง ชิง ปล้นมา ถือว่าเข้าข่ายรับของโจร เช่นองค์พระแม่อุมาเทวี ราคา 5 แสนบาท
คนร้ายทุบทำลายเป็นชิ้น นำไปช่างกิโลขาย และร้านรับซื้อหลอมแล้ว จึงจะให้ตำรวจชุดจับกุมรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีรับซื้อของโจร เพราะดูก็รู้ว่าแก๊งคนร้ายไม่น่าจะมีของมีค่า ไม่มีศักยภาพจะมีของพวกนี้ ฝากถึงร้านที่รับซื้อ หากมีร้านรับซื้อ ก็จะทำให้โจรก่อเหตุ” พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ กล่าว
ด้าน น.ส.ศรันรัตน์ กล่าวว่า ตนมีตำหนักอยู่ 2 ที่ คือบ้านเชียงพิณ จ.อุดรธานี ที่เกิดเหตุ และที่พัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งส่วนมากตนจะอยู่ตำหนักที่พัทยามากกว่า ส่วนตำหนักที่ จ.อุดรธานี ให้ลูกศิษย์ดูแลให้ หลังเกิดเหตุได้ไปแจ้งความ แต่ก็คิดว่าจะไม่ได้ของคืน เพราะเรื่องไม่เดินหน้า ยังไม่พบคนร้าย
ต่อมาตำรวจก็จับได้ 1 คน ส่วนที่ตนรู้ว่าผู้ก่อเหตุมีทั้งหมด 4 คน เพราะว่าปู่ฤาษีมาบอกตน แบบได้ยินเสียงปู่บอกว่า ถ้าจับได้ 3 คนแล้ว ก็จะได้อีก 1 คน รวมเป็น 4 คน บางครั้งปู่ฤาษีก็เข้าทรงประทับร่าง บางครั้งก็ได้ยินเสียงบอกเอง
ซึ่งตนบอกไม่ได้ ตอนแรกตนไม่เชื่อ ตำรวจก็แปลกใจ ซึ่งปู่มาบอกว่า 3 วันจับได้ เมื่อวานตนเดินทางมาให้ปากคำกับตำรวจ ซึ่งก็เป็นวันที่ 3 และตำรวจก็จับผู้ก่อเหตุได้ ซึ่งปู่ฤาษีก็บอกว่าชื่อโก้นะ บ้านอยู่ถัดไปทางซ้ายมือ ซึ่งตอนอยู่ชลบุรีก็เห็นภาพว่าบ้านคนร้ายอยู่ตรงไหน สีอะไร
“โดยส่วนตัวไม่เคยรู้จักคนชื่อโก้ แต่ปู่บอกชื่อและบ้านถูกหมดเลย รู้ข่าวว่าตำหนักโดนงัดวันที่ 14 มิ.ย. แล้ววันที่ 16 มิ.ย. ก็เดินทางมาถึงอุดรธานี จึงถามปู่ฤาษีว่าของยังอยู่ครบหรือไม่ ปู่ก็บอกว่ามันหนีแล้ว สิ่งของอยู่ตรงไหนบ้าง มันแยกไปแล้ว แต่ไม่เป็นไรเอาคืนเท่าที่ได้ แต่ปู่ต้องลงโทษให้ลูกนะ ลูกไม่ยอม
พอมาถึงก็ทำพิธีเลย ส่วนองค์พระแม่อุมาเทวีที่คนร้ายทุบไปขาย ปู่ไม่ให้อภัย และจะลงโทษให้ ถ้าแตะสิ่งของโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็จะมีอันเป็นไร องค์พระแม่อุมาเทวี สั่งมาจากอินเดีย หนัก 50 กิโลกรัม ราคา 5 แสนบาท ยกข้ามรั้วได้อย่างไร ซึ่งปกติไม่ได้อยากเป็นร่างทรง เพราะมีแต่เรื่องให้ช่วย แต่ก็ต้องทำเพราะ อย่างช่วยเหลือให้คนพ้นทุกข์” น.ส.ศรันรัตน์ กล่าว
นายโก้ กล่าวว่า ตนงัดประตูหลังบ้านเข้าไปในตำหนัก ลักเอาองค์แม่พระอุมาเทวี โดยใช้ไขควงขันน็อตออก แต่องค์พระแม่ตกทำให้แตก จึงทุบให้แตกเป็นชิ้น นำไปช่างกิโลขายร้านรับซื้อของเก่า ได้เงิน 1,100 บาท เพราะนำเอาไปขายทั้งองค์ก็ไม่มีร้านใดรับซื้อ
สำหรับเงินที่ได้มานำไปใช้หนี้ยาบ้า 600 บาท และซื้อยาบ้ามาเสพราคาเม็ดละ 50 บาท ส่วนทรัพย์สินอื่นๆที่ขโมยมา ก็นำไปฝากทั้ง 3 คนนี้ และให้เงินบ้าง ส่วนปั๊มน้ำ เครื่องซักผ้า ท่อไอเสีย ตนนำไปขายแล้ว เมื่อคืนนี้ตอนที่ร่างทรงปู่ฤาษีมาขู่อาฆาต ตนรู้สึกกลัวมาก
ด้านนายเสนาวุฒิ กล่าวว่า เมื่อคืนนี้ขณะนั่งอยู่ในห้องชุดสืบสวน มีเจ้าของตำหนักเดินเข้ามา แล้วมีอาการฤาษีประทับร่าง ชี้หน้าด้วยความโมโห พร้อมกับกล่าวอาฆาต หาว่าตนเป็นตัวการ ตอนนั้นตนก็รู้สึกกลัว และพยายามอธิบายให้ร่างทรงฤาษีฟังว่า ตนไม่ได้เข้าไปขโมย พร้อมกับชี้ไปที่นายโก้เป็นคนขโมย ตนแค่รับฝากของเท่านั้น แต่ร่างทรงก็ไม่ยอมรับฟังชี้หน้าบอกว่าจะหักคอ ก็ยอมรับว่ากลัวเหมือนกัน




