ตร.ซ้อนแผนจับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปอยเปต หลอกเหยื่อวัย78ได้3ล้าน ก่อนมารับเงินสดอีก1.2ล้าน สารภาพได้รับเงินเดือนเดือนละ 25,000 บาท และ ยอดอีก 5 %

วันที่ 3 ต.ค.2568 พล.ต.ต.ธนวัตร วัฒนกุล ผบก.ภ.จว.ระนอง ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ ธวัชชัย ซุ้นเจริญ ผกก.สภ.เมืองระนอง ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สุรศักดิ์ บุญทองสังข์ สวป.สภ.เมืองระนอง พร้อมกำลังตำรวจชุดป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาแก๊งคอลเซนเตอร์

หลังจากที่ได้รับการแจ้งความจากผู้เสียหายชาวระนอง ผู้สูงอายุวัย 74 ปี ว่าถูกมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นตำรวจ สน.ประเวศฯ หลอกหลวงทรัพย์สินไปรวม 3 ล้านบาท เมื่อเดือนที่ผ่านมา และกำลังเดินทางมารับเงินสดอีก 1.2 ล้านบาท

โดยผู้ต้องหา เป็นชายสวมชุดดำ อายุ 26 ปี ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์เช่าจากโรงแรมที่พัก เพื่อมารับเงินที่หน้าบ้านเหยื่อ ม.4 ต.บางริ้น อ.เมืองระนอง จ.ระนอง จึงถูกซ้อนแผนเข้าทำการจับกุมทันที ทราบชื่อภายหลังคือ นายธนพงษ์ ปั่นศิริ อายุ 26 ปี ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ มาที่บ้านเหยื่อ ก่อนเดินออกจากบ้านถือถุงขนมปังปอนด์ซึ่งมีเงินจำนวน 1,200,000 บาท

จากนั้นได้นำมาแขวนไว้ที่รถจักรยานยนต์เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มอยู่บริเวณไกล้เคียงได้เข้าไปจับกุมตัวทันทีพร้อมเงินสดของกลาง จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกับ พ.ต.อ.ณฐาภพ พงศาปาน ผกก.สืบสวน.ภ.จว.ระนอง นำกำลังเข้าตรวจค้นโรงแรมที่เข้าพักกลางเมืองระนอง สามารถควบคุม ได้อีก 2 ราย เป็น สามี ภรรยา ซึ่งให้เช่ารถยนต์และขับพาผู้ต้องหาเดินทางมาที่จังหวัดระนอง โดยยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับแก๊งคอลเซนเตอร์แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงสอบไว้เป็นพยาน

พร้อมควบคุมผู้ต้องหาไปสอบขยายผล ที่ สภ.เมืองระนองทันที ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ว่าอยู่ในทีมแก๊งคอเซนเตอร์ มีหน้าที่ออกมารับเงินเหยื่อข้ามฝั่งจากเมืองปอยเปต ทางช่องทางธรรมชาติ ก่อนเดินทางมารับเงินสด แทนการใช้บัญชีม้าในการโอนเงิน มีการใช้วีดีโอคอลกับเหยื่อตลอด 24 ช.ม. ไปถึงธนาคารก็ให้ในโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง

เพื่อให้หลอกเจ้าหน้าที่ว่าจะนำเงินไปซื้อบ้าน ก่อนเตรียมเงินสดมามอบให้มิจฉาชีพรายนี้ พร้อมนี้ขณะสอบยังรับสารภาพว่า กำลังเดินทางไปรับเงินสดอีก 400,000 บาท จากเหยื่อที่ สำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ ชุดสืบสวนจังหวัดระนอง ต้องรีบโทรแจ้งเหยื่อว่าถูกหลอก และให้เดินทางไปแจ้งความ ที่ สภ.สำโรงเหนือทันที โดยที่แก๊งนี้ยังไม่ทันไปรับเงิน

ต่อมา นายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมด้วย พ.ต.อ.เสกสรร แก้วสว่าง รอง ผบก.ภ.จว.ระนอง พ.ต.อ.ประจักษ์ ชุมพลวีระพงษ์ รอง ผบก.ภ.จว.ระนอง พ.ต.อ.ศิรชัย เกิดศรี รอง ผบก.ภ.จว.ระนอง ได้เข้าทำการสอบสวนปากคำ สอบถามถึงที่มาที่ไปในการเข้ามาหลอกเหยื่อถึงจังหวัดระนอง เบื้องต้นทราบรายละเอียดว่า ผู้เสียหายถูกหลอกให้ถอนเงินจากธนาคารต่างๆ และนำเงินมาให้ผู้ต้องหาที่อ้างตัวเป็นตำรวจ

โดยมีการติดต่อผ่านวิดีโอคอลตลอดเวลา ครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2568 ผู้เสียหายถูกหลอกให้ถอนเงินและนำมาให้ผู้ต้องหา โดยอ้างว่าบัญชีของผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ก่อนเหยื่อจะไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองระนอง จึงได้ทำการสืบสวนและวางแผนจับกุมผู้ต้องหา

โดยใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการติดตาม จนกระทั่งสามารถ หลอกล่อให้แก๊งคนร้ายรายนี้เดินทางข้ามจากปอยเปต มาสระแก้ว กลับมารับเงินอีกครั้ง ที่ระนอง จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ พร้อมของกลางเงินสด 1.2 ล้านบาท

ตร.ซ้อนแผนจับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปอยเปต หลอกเหยื่อวัย78ได้3ล้าน ก่อนมารับเงินสดอีก1.2ล้าน

ตร.ซ้อนแผนจับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปอยเปต หลอกเหยื่อวัย78ได้3ล้าน ก่อนมารับเงินสดอีก1.2ล้าน

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพได้รับเงินเดือนเดือนละ 25,000 บาท และ ยอดอีก 5 % จากรายได้ที่หลอกไปก่อนหน้าหรือ ประมาณ 150,000 บาท จากยอด 3 ล้านบาท ส่วนศูนย์กลางของแก๊งค์นี้อยู่ เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ก่อนถูกควบคุมตัวมาขยายผลและนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองระนอง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน