สาวร้องโดนด่าหยาบ รุมทำร้าย กลางถนนบางลา เกือบสลบ อ้างตำรวจไม่รับแจ้งความ บอก “สมัครใจทะเลาะวิวาท” ญาติอ้างได้ยินประโยคจากตร.คุยกับคู่กรณีถึงกับช็อก
จากกรณีที่มีผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนกับ ‘ข่าวสดออนไลน์‘ ถึงเหตุการณ์ที่ตนเองถูกทำร้ายร่างกายกลางย่านสถานบันเทิง เหตุเกิดที่ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่กลับไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดี
ล่าสุดวันที่ 10 ต.ค.2568 น.ส.ยุพา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ผู้เสียหาย เปิดใจกับ ‘ข่าวสดออนไลน์’ ว่า เมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ตนเตรียมตัวไปเที่ยวที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ย่านถนนบางลา ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เมื่อไปถึงได้ไปยืนบริเวณบาทวิถีกับเพื่อนสาวประเภทสองฝั่งตรงข้ามผับแห่งหนึ่งได้ 5-10 นาที

สาวร้องโดนด่าหยาบ รุมทำร้าย กลางถนนบางลา เกือบสลบ อ้างตำรวจไม่รับแจ้งความ บอก “สมัครใจทะเลาะวิวาท” ญาติอ้างได้ยินประโยคจากตร.คุยกับคู่กรณีถึงกับช็อก
ต่อมามีสาวหล่อซึ่งทำงานอยู่ในย่านนั้น เดินเข้ามาพูดกับตนว่า “อย่ามายืนบัง” ด้วยความสงสัยจึงถามกลับไปว่า “ยืนบังอะไร เพราะยืนตรงนี้มาสักพักแล้ว” เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าเป็นที่โล่ง จึงถามกลับไปอีกว่า “ทำไมถึงยืนไม่ได้ เพราะเป็นที่สาธารณะ” จากนั้นมีการโต้เถียงกัน ก่อนที่คู่กรณีจะใช้ถ้อยคำไม่สุภาพด่าทอ ทำให้น้องสาวสวนกลับด้วยถ้อยคำเดียวกัน
ต่อมาสาวหล่อได้เข้ามาทำร้ายร่างกายตน จึงเกิดการป้องกันตัว แต่เมื่อพลาดท่าล้มลงกับพื้น กลับพบว่ามีชายฉกรรจ์พร้อมพวกอีก 3-4 คน เข้ามารุมทำร้ายซ้ำ จนได้รับบาดเจ็บ ศีรษะปูดบวมและเกือบหมดสติ ก่อนที่ประชาชนผู้เห็นเหตุการณ์จะเข้ามาช่วยระงับ ไม่เช่นนั้นอาจได้รับบาดเจ็บสาหัส
หลังเหตุการณ์ รถตำรวจท่องเที่ยวได้เชิญตัวสาวหล่อคู่กรณีไป แต่กลับแจ้งว่าไม่รับแจ้งความ ทำให้ผู้เสียหายและญาติเกิดความสงสัยว่า ทั้งที่เป็นเหตุซึ่งหน้า และมีการรุมทำร้ายร่างกาย ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
คืนนั้น ตนจึงไปแจ้งความด้วยตนเองที่ สภ.ป่าตอง ก่อนตำรวจจะเชิญทั้งสองฝ่ายมาสอบปากคำ โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิด แต่เมื่อสอบถามถึงหลักฐานดังกล่าว กลับได้รับคำตอบว่า “ไม่มีกล้องที่สามารถตรวจสอบได้” พร้อมทั้งระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น “สมัครใจทะเลาะวิวาท”
อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักกับคู่กรณีมาก่อน การตอบโต้ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการป้องกันตัว อีกทั้งญาติยังอ้างว่าได้ยินตำรวจพูดกับคู่กรณีว่า “มึงเป็นเด็กตำรวจ ทำงานให้ตำรวจ มึงต้องใจเย็นหน่อยสิ”
ญาติผู้เสียหายยืนยันว่า ต้องการความเป็นธรรม และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวมีพยานบุคคลจำนวนมากเห็นเหตุการณ์ หากไม่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา อาจเกิดความไม่เป็นธรรมและกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมได้
ทั้งนี้ ผู้เสียหายและครอบครัวยังรอติดตามผลการดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะมีความคืบหน้าในการสอบสวนและการเอาผิดผู้ก่อเหตุอย่างไร เพื่อให้ได้รับความยุติธรรมตามกระบวนการกฎหมายต่อไป
