เจ้าของร้านจีนในญี่ปุ่นแสบ ขโมยเศษปลากว่า 30 กก. ที่ตลาด ทำเมนูชื่อดังเสิร์ฟขายลูกค้า จุดกระแสวิจารณ์ของชาวญี่ปุ่น ลั่นควรถูกเนรเทศ
สื่อต่างประเทศ รายงานว่า หญิงเจ้าของร้านอาหารจีนวัย 66 ปี นามสกุล อู๋ ในญี่ปุ่น ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังขโมย “เศษกระดูกปลา และเนื้อทูน่า” จำนวนหนึ่ง น้ำหนักรวม 30 กิโลกรัม มูลค่าเพียง 210 เยน (ประมาณ 43 บาท) ตำรวจตั้งข้อหาขโมย และบุกรุก พร้อมเผยแพร่ภาพวิดีโอการจับกุมที่เห็นใบหน้าของเธอที่สวมหน้ากาก
โดยนางอู๋ถูกกล่าวหาว่า บุกเข้าอาคารผู้ค้าส่งอาหารทะเลในตลาดโทโยสุในช่วงดึกของวันที่ 21 พฤศจิกายน และขโมยเนื้อทูน่า และกระดูกปลา ก่อนนำใส่ตะกร้าจักรยาน และภาชนะโฟม ซึ่งข้อมูลจากตำรวจโตเกียวระบุว่า กล้องวงจรปิดจับภาพเธอขี่จักรยานมาที่จุดรับซื้อของบริษัทรับซื้อกระดูกปลา
ไม่ใช่ครั้งเดียวที่เธอขโมย นางอู๋ถูกพบว่ามีพฤติกรรมซ้ำอีกครั้งเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน และถูกจับกุมหลังพนักงานตลาดเห็นเธอมาปรากฏตัวเป็นครั้งที่สามเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน โดยเธอ และสามีเป็นเจ้าของร้านอาหารจีนที่เสิร์ฟซาชิมิ และอาหารทะเล อยู่ห่างจากตลาดเพียง 1.5 กิโลเมตร

ภาพประกอบจาก Tokyo Shimbun
รายงานระบุว่านางอู๋มักเข้าตลาดเป็นประจำ ทำให้รู้จุดเก็บเศษกระดูกปลา และเนื้อทูน่า โดยกระดูกที่เธอขโมยไปตามปกติจะถูกนำไปแปรรูปเป็นอาหารปลาในฟาร์ม แต่เธอสารภาพกับตำรวจว่า “คิดว่าปลาน่าจะยังรับประทานได้ถ้าฉันนำมาปรุง” เธอนำไปปั้นเป็นลูกชิ้นกินเอง และย่างเศษปลาบางส่วนเสิร์ฟให้ลูกค้าด้วย
ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่า ร้านของนางอู๋เป็นที่นิยม เคยได้รับการนำเสนอในนิตยสาร มีชื่อเสียงเรื่องปริมาณอาหารมาก ราคาถูก และเจ้าของร้านมีบุคลิกสดใส เป็นมิตร แต่เหตุการณ์นี้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงทั้งในญี่ปุ่น และจีน
ผู้สังเกตการณ์ออนไลน์บางส่วนมองว่าเศษอาหารที่ไม่ได้จัดการให้สามารถกินได้ การขโมยเป็นปัญหา แต่การนำไปให้ผู้อื่นกินยิ่งเป็นเรื่องใหญ่! ในขณะที่บางคนตั้งคำถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่จะเผยแพร่ใบหน้าและชื่อสำหรับอาชญากรรมเล็ก ๆ เช่นนี้?

ภาพประกอบจาก 163.com
ความคิดเห็นจากชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งยิ่งแรง “เป็นเรื่องเข้าใจได้ ถ้าการกระทำแบบนี้เกิดจากคนที่เพิ่งจบการศึกษาจากต่างประเทศ และเพิ่งเข้าทำงานในบริษัท แต่เธอคือเจ้าของร้านที่ตั้งตัวอยู่แล้ว ควรถูกเนรเทศ”
ขณะที่ในจีน ผู้สังเกตการณ์ออนไลน์ไม่เห็นด้วยกับการขโมย แต่ก็ค่อนข้างไม่แปลกใจ “ฉันเห็นคนรุ่นเธอหลายคนเก็บของที่ถูกทิ้งตามถนน พวกเขาอาจเติบโตมาในสภาพแวดล้อมยากจน จึงรู้สึกเสียดายที่จะทิ้งสิ่งของที่พวกเขาคิดว่ายังนำมาใช้ประโยชน์ได้”
จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบว่านางอู๋อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นมานานเท่าใด หากถูกตัดสินว่ามีความผิด เธออาจสูญเสียสถานะการพำนัก ขณะเดียวกันคดีนี้ก็กลายเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องจริยธรรม การบริโภค และความเหมาะสมในการเผยแพร่ข้อมูลผู้กระทำผิด

ภาพประกอบจาก 517japan