ชายวัย 35 ปี เข้าห้องน้ำวันละ 20 ครั้ง แพทย์ชี้เข้าข่าย “กระเพาะปัสสาวะไวเกิน” ไม่ใช่โรคคนแก่ พบแนวโน้มอายุน้อยเพิ่มขึ้น

ชายวัย 35 ปี ทำงานในสายเทคโนโลยีระดับหัวหน้างาน ต้องเผชิญปัญหาเข้าห้องน้ำบ่อยเฉลี่ยวันละเกือบ 20 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อทั้งการทำงานและชีวิตประจำวันอย่างมาก แพทย์ระบุว่า อาการดังกล่าวเข้าข่าย “กระเพาะปัสสาวะไวเกิน”

ซึ่งไม่ใช่โรคที่พบเฉพาะในผู้สูงอายุอีกต่อไป โดยในกลุ่มวัยทำงานอายุประมาณ 30 – 40 ปี พบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สัมพันธ์กับความเครียดและรูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบัน

แพทย์ผู้ดูแลเคสนี้ นพ.กู้ ฟางอวี่ (顧芳瑜) แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินปัสสาวะ เปิดเผยว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวแทบต้องเข้าห้องน้ำทุก ๆ ชั่วโมง ทำให้เกิดความกดดันในการทำงานอย่างมาก โดยเฉพาะระหว่างการประชุม ถึงขั้นต้องวางแผนเส้นทางไปห้องน้ำล่วงหน้า และเมื่อมีการเดินทางไกลหรือออกต่างจังหวัด จะยิ่งเกิดความวิตกกังวล

นพ.กู้ ฟางอวี่ อธิบายว่า ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกินเป็นความผิดปกติเรื้อรังของการทำงานระบบทางเดินปัสสาวะ มักไม่พบสาเหตุเดียวที่ชัดเจน แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น

  • ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ
  • ภาวะไวต่อการกระตุ้นหลังการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • พฤติกรรมกลั้นปัสสาวะบ่อยเป็นเวลานาน
  • ในผู้ชายบางรายอาจสัมพันธ์กับภาวะต่อมลูกหมากโต

กลุ่มเสี่ยงที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ผู้ที่มีอายุเพิ่มขึ้น
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ภาวะอ้วน
  • ความเครียดสะสมเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีโรคทางระบบประสาทเสื่อม
  • ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด
  • ผู้ที่บริโภคคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำ

ในด้านการรักษา แพทย์ระบุว่าจะพิจารณาตามระดับความรุนแรงของอาการ ผู้ป่วยอาการไม่มากสามารถเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ร่วมกับการใช้ยาควบคุมอาการ ส่วนผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น อาจพิจารณาวิธีขั้นสูง เช่น การกระตุ้นเส้นประสาท หรือการรักษาด้วยการฉีดยาผ่านกล้องกระเพาะปัสสาวะ

สำหรับผู้ป่วยรายนี้ เคยได้รับยากลุ่มต้านโคลิเนอร์จิก (anticholinergic drugs) ซึ่งช่วยยืดระยะเวลาการถ่ายปัสสาวะได้บ้าง แต่เกิดผลข้างเคียงอย่างอาการปากแห้งและท้องผูก ทำให้ไม่สามารถใช้ยาต่อเนื่องได้ สุดท้ายจึงเลือกการรักษาด้วยการฉีดโบทูลินัมท็อกซิน (Botulinum toxin) ผ่านกล้องกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งช่วยให้อาการปัสสาวะบ่อยดีขึ้นอย่างชัดเจน

นพ.กู้ ฟางอวี่ ระบุเพิ่มเติมว่า การฉีดโบทูลินัมท็อกซินถือเป็นทางเลือกในผู้ป่วยระดับปานกลางถึงรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น โดยตัวยาจะช่วยคลายการหดตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะปัสสาวะลำบากจากการหดตัวลดลง จึงมักเริ่มจากขนาดยาที่เหมาะสม และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ซึ่งผลการรักษามักอยู่ได้นานประมาณ 6 – 9 เดือน

แพทย์ย้ำว่า หากอาการปัสสาวะบ่อยเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ การเข้ารับการตรวจตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้มีทางเลือกในการรักษามากขึ้น และลดความเสี่ยงที่กระเพาะปัสสาวะจะไวต่อการกระตุ้นมากขึ้นจากการปล่อยอาการเรื้อรังโดยไม่รักษา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน