อัพเดต อุบัติเหตุรถชนกว่า 56 คัน บนทางด่วนในประเทศญี่ปุ่น สามารถเคลียร์หมดได้ ภายในเวลา 41 ชั่วโมง วิเคราะห์เพราะ การจัดการภาวะวิกฤตขั้นเทพ
ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมา ได้เกิดอุบัติเหตุรถชนกัน 56 คัน บนทางด่วนคันเอ็ตสึ ในเมืองมินาคามิ จังหวัดกุนมะ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 26 ราย เนื่องจากรถบรรทุกขนาดใหญ่คันหนึ่งลื่นไถลและหยุดอยู่ใกล้ทางออกของทางแยกมินาคามิ จากนั้นรถยนต์ที่ตามมาได้พุ่งชนซ้ำ ทำให้เกิดไฟไหม้ โดยตำรวจคาดเว่ารถบรรทุกเกิดการลื่นไถลจากหิมะ
ล่าสุดมีรายงานว่า บริษัท NEXCO East Japan ได้ยกเลิกการปิดถนนระหว่างทางแยกสึกิโยโนะ (IC) และทางแยกมินาคามิ ในเวลา 13.00 น. ของวันที่ 28 ธ.ค. (ตามเวลาญี่ปุ่น) โดยได้ยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมดที่บังคับใช้ตั้งแต่หลังเกิดอุบัติเหตุทันที ซึ่งใช้เวลาในการเคลียร์ทั้งหมดประมาณ 41 ชั่วโมงก่อนมีผู้ใช้ X ชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้ออกมาวิเคราะห์การแก้ปัญหาอันรวดเร็วและน่าทึ่งนี้
ไม่อยากให้จบแค่ว่า “ญี่ปุ่นเก่งจัง”
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่ความพยายามอย่างหนักหน่วง แต่คือ การไม่ลังเล เมื่อเกิดอุบัติเหตุระดับภัยพิบัติ สิ่งที่องค์กรต่าง ๆ มักเผชิญมากที่สุดคือ “การหยุดชะงักเพราะความถูกต้อง”
ยังตรวจสอบที่เกิดเหตุไม่เสร็จ ก็เดินหน้าต่อไม่ได้, ไม่รู้ว่าใครต้องรับผิดชอบ, ใครเป็นคนตัดสินว่ารถที่เสียหายต้องทิ้งหรือส่งคืน, ยานพาหนะที่มีสารอันตรายจะนำไปไว้ที่ไหน หรือจะจัดหาคนมาซ่อมถนนได้เมื่อใด คำถามเหล่านี้ล้วนสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง และเพียงคำถามข้อใดข้อหนึ่ง ก็สามารถทำให้การทำงานทั้งระบบหยุดลงได้อย่างง่ายดาย แต่ครั้งนี้ สิ่งเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น
นี่คือ การจัดการภาวะวิกฤต (Crisis management) ขั้นเทพ
1.การประสานระหว่างหน่วยงานไม่ขัดข้อง เพราะไม่ยึดติด “ลำดับขั้น”
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทั้ง ตำรวจ หน่วยดับเพลิง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บริษัทลากรถ บริษัทก่อสร้าง และเจ้าของที่ดิน อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิต ตามปกติแล้ว งานทั้งหมดอาจถูกแช่แข็งไว้เพียงเพราะ “ต้องรอการตัดสินใจของตำรวจ”
แต่ในความเป็นจริง การตรวจสอบ การเคลื่อนย้าย การประสานงาน และการเตรียมการต่าง ๆ ดำเนินไปพร้อมกัน ไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่หน้างานฝืนทำเกินหน้าที่ แต่เป็นเพราะระบบสั่งการถูกออกแบบมาโดยไม่ยึดติดกับการรอคอยตามลำดับตั้งแต่ต้น
2.ตัดสินใจเรื่องการกำจัดซากรถได้รวดเร็ว
รถที่ถูกไฟไหม้ไม่ได้เป็นหลักฐานทางคดีทั้งหมด แต่หากคิดถึงความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาภายหลัง ย่อมไม่มีใครกล้าพูดง่าย ๆ ว่า “ทิ้งได้เลย” หากการตัดสินใจตรงนี้หยุด รถเหล่านั้นก็จะยังคงกีดขวางถนนต่อไป ที่มันไม่หยุด เป็นเพราะมีการกำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่า ใครสามารถตัดสินใจได้ ภายใต้เงื่อนไขใด ไม่ใช่อาศัยเอกสารเพียงอย่างเดียว แต่ยึดโยงกับอำนาจหน้าที่และบรรทัดฐานจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ การพิจารณาสถานที่รองรับซากรถที่มีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของสารอันตรายก็ไม่ติดขัด
รถที่ถูกเผาไหม้ไม่ใช่แค่เศษเหล็ก แต่ยังมีเชื้อเพลิง น้ำมัน แบตเตอรี่ และสิ่งของที่บรรทุกมา หากเลือกสถานที่ผิด อาจก่อให้เกิดภัยซ้ำซ้อนหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมได้
สิ่งสำคัญไม่ใช่ “จะเอาไปไว้ที่ไหนดีที่สุด” แต่คือการตอบให้ได้ทันทีว่า “ในเวลานี้ กลางดึก และจำนวนมากขนาดนี้ ที่ไหนสามารถรับได้”
ไม่มีคู่มือสำเร็จรูปสำหรับเรื่องนี้ สิ่งที่มีคือประสบการณ์ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์กับเจ้าของที่ดินที่เคยให้ความร่วมมือ และผู้ประกอบการที่สามารถรับงานกลางคืนได้ ทั้งหมดคือการสั่งสมประสบการณ์และเครือข่ายผู้คน

