ฟังนะ! ใส่ถุงเท้าคู่เดิม 2 วันติด ผลกระทบชัด แบคทีเรียพุ่งถึง 9 ล้านตัว ส่งกลิ่นคล้ายชีส แถมติดนานหลายเดือน แนะวิธีซัก-ประเภทวัสดุที่ดี
การใส่กางเกงยีนส์ เสื้อกันหนาว หรือแม้แต่เสื้อยืดซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย แต่สำหรับ “ถุงเท้า” หากคุณรู้ว่าเพียงใส่วันเดียว ภายในถุงเท้ามีอะไรอาศัยอยู่บ้าง อาจต้องคิดทบทวนใหม่
จากข้อมูลของ theconversation ระบุว่า เท้าของมนุษย์เปรียบเสมือนป่าฝนเขตร้อนขนาดจิ๋ว ที่เป็นแหล่งอาศัยของแบคทีเรียและเชื้อราจำนวนมาก โดยอาจมีมากถึง 1,000 ชนิด และบริเวณเท้ายังเป็นส่วนของร่างกายที่มีความหลากหลายของเชื้อราสูงกว่าส่วนอื่น ๆ

ผิวหนังบริเวณเท้า เป็นหนึ่งในจุดที่มีต่อมเหงื่อหนาแน่นที่สุดของร่างกาย
แบคทีเรียและเชื้อราส่วนใหญ่ชอบอาศัยอยู่ในบริเวณซอกนิ้วเท้าที่อุ่นและชื้น โดยใช้เหงื่อและเซลล์ผิวหนังที่หลุดลอกเป็นแหล่งอาหาร ของเสียจากกระบวนการเผาผลาญของจุลชีพเหล่านี้เองที่เป็นสาเหตุให้เท้า ถุงเท้า และรองเท้าเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์
ตัวอย่างเช่น Staphylococcus hominis สามารถเปลี่ยนเหงื่อให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ที่มีกลิ่นคล้ายหัวหอมเน่า ขณะที่ Staphylococcus epidermidis จะสร้างสารประกอบที่มีกลิ่นคล้ายชีส ส่วนจุลชีพอีกชนิดหนึ่งที่พบบ่อยบริเวณเท้าอย่าง Corynebacterium จะผลิตกรดที่มีกลิ่นซึ่งถูกอธิบายว่าเป็น “กลิ่นแพะ”
ยิ่งเท้ามีเหงื่อออกมากเท่าไร แบคทีเรียก็ยิ่งมีสารอาหารมากขึ้น และกลิ่นก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น ถุงเท้าทำหน้าที่กักเก็บเหงื่อ จึงกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่น
นอกจากนี้ แบคทีเรียเหล่านี้ยังสามารถมีชีวิตอยู่บนเส้นใยผ้าได้นานหลายเดือน เช่น บนผ้าฝ้ายอาจอยู่ได้นานถึง 90 วัน ดังนั้น การนำถุงเท้าที่ไม่ได้ซักกลับมาใส่ซ้ำ ยิ่งเอื้อต่อการสะสมและเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย

จุลชีพในถุงเท้า ไม่ได้มาจากเท้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว
งานวิจัยหนึ่งที่ตรวจสอบปริมาณจุลชีพในเสื้อผ้าที่ “ใส่เพียงครั้งเดียว” พบว่า ถุงเท้ามีจำนวนจุลชีพสูงที่สุด โดยถุงเท้าแต่ละคู่มีแบคทีเรียประมาณ 8 – 9 ล้านตัว ในขณะที่เสื้อยืดหนึ่งตัวมีเพียงราว 83,000 ตัวเท่านั้น
การวิเคราะห์ชนิดของเชื้อในถุงเท้ายังพบว่า นอกจากแบคทีเรียผิวหนังที่ไม่เป็นอันตรายแล้ว อาจมีเชื้อก่อโรคแฝงอยู่ เช่น
- Aspergillus (เชื้อราแอสเปอร์จิลลัส)
Candida (เชื้อแคนดิดา) - Cryptococcus (เชื้อคริปโตค็อกคัส) ซึ่งอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจหรือทางเดินอาหารได้

จุลชีพที่อยู่ในถุงเท้ายังสามารถถ่ายทอดไปยังทุกพื้นผิวที่สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เตียง โซฟา หรือพื้นบ้าน นั่นหมายความว่า ถุงเท้าที่สกปรกอาจเป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคน้ำกัดเท้า ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่ส่งผลต่อผิวหนังบริเวณซอกนิ้วและรอบ ๆ เท้า โดยเฉพาะผู้ที่เป็นน้ำกัดเท้า ควรหลีกเลี่ยงการใช้ถุงเท้าหรือรองเท้าร่วมกับผู้อื่น และไม่ควรเดินด้วยถุงเท้าเปล่าหรือเท้าเปล่าในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือห้องอาบน้ำในฟิตเนส
นอกจากนี้ จุลชีพในถุงเท้ายังสามารถอยู่ภายในรองเท้าได้ จึงไม่แนะนำให้ใส่รองเท้าคู่เดิมติดต่อกันหลายวัน ควรเว้นระยะให้รองเท้าแห้งสนิท เพื่อป้องกันการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียและการเกิดกลิ่น

ลดกลิ่นเท้า ลดจำนวนแบคทีเรีย ควรหลีกเลี่ยงรองเท้าและถุงเท้าที่ทำให้เหงื่อออกมาก
การล้างเท้าวันละสองครั้งอาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและลดกลิ่นได้ ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อสำหรับเท้ายังช่วยลดการหลั่งเหงื่อ และจำกัดการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย ปัจจุบันมีถุงเท้าชนิดต้านแบคทีเรียจำหน่าย ซึ่งมักมีส่วนผสมของโลหะหนัก เช่น เงินหรือสังกะสี เพื่อฆ่าเชื้อที่ก่อให้เกิดกลิ่นเท้า ขณะที่ถุงเท้าใยไผ่มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี เหงื่อจึงระเหยได้ง่าย ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะต่อการอยู่รอดของแบคทีเรียที่ก่อกลิ่น
อย่างไรก็ตาม การที่ถุงเท้าต้านแบคทีเรียจะสามารถใส่ซ้ำได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรียและเชื้อรา รวมถึงความสามารถในการป้องกันการสะสมของเหงื่อ แต่หากเป็นถุงเท้าผ้าฝ้าย ผ้าขนสัตว์ หรือเส้นใยสังเคราะห์ทั่วไป ควรใส่เพียงครั้งเดียวแล้วซัก เพื่อหลีกเลี่ยงกลิ่นเท้าและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่เท้า

การซักถุงเท้าอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญ
หากเท้าไม่มีกลิ่นแรงเป็นพิเศษ การซักถุงเท้าด้วยน้ำอุ่นอุณหภูมิ 30 – 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับผงซักฟอกอ่อน ๆ ก็เพียงพอ แต่ไม่สามารถฆ่าแบคทีเรียและเชื้อราได้ทั้งหมด หากต้องการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก ควรใช้ผงซักฟอกที่มีเอนไซม์ และซักด้วยน้ำอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เอนไซม์จะช่วยแยกจุลชีพออกจากเส้นใยผ้า ส่วนความร้อนจะช่วยทำลายเชื้อเหล่านั้น
ในกรณีที่จำเป็นต้องซักด้วยน้ำอุณหภูมิต่ำ การรีดถุงเท้าด้วยเตารีดไอน้ำร้อนจัด (อุณหภูมิประมาณ 180–220 องศาเซลเซียส) ก็สามารถฆ่าแบคทีเรียที่หลงเหลืออยู่ และทำให้สปอร์ของเชื้อรา—including เชื้อที่ก่อให้เกิดน้ำกัดเท้า—หมดฤทธิ์ได้ การนำถุงเท้าไปตากแดดกลางแจ้งก็เป็นอีกวิธีที่ดี เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อราที่อยู่บนถุงเท้าส่วนใหญ่
แม้การใส่ถุงเท้าซ้ำจะพบได้บ่อย แต่จากมุมมองของนักจุลชีววิทยา การเปลี่ยนถุงเท้าที่สะอาดใหม่ทุกวัน คือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาความสดชื่นและความสะอาดของเท้า