ตะลึง! นักวิทย์ฯ พบ “มัมมี่ชีตาห์” ในถ้ำซาอุฯ เปิดหลักฐานใหม่ของสัตว์นักล่าผู้เคยครองคาบสมุทรอาหรับ ไขปริศนาการสูญหายจากธรรมชาติ ย้อนรอยอดีตกว่า 1,800 ปี

16 มกราคม 2569 – นักวิทยาศาสตร์ค้นพบซาก “มัมมี่ชีตาห์” ภายในถ้ำทางตอนเหนือของประเทศซาอุดีอาระเบีย นับเป็นการค้นพบที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์สัตว์ป่า เนื่องจากเป็นหลักฐานหายากของสัตว์ตระกูลแมวขนาดใหญ่ที่ถูกเก็บรักษาไว้ตามธรรมชาติอย่างสมบูรณ์

การขุดค้นใกล้เมืองอาราร์ พบซากชีตาห์ที่แห้งจนกลายสภาพคล้ายมัมมี่จำนวน 7 ตัว และกระดูกของชีตาห์อีกอย่างน้อย 54 ตัว โดยซากเหล่านี้มีอายุแตกต่างกัน ตั้งแต่ราว 130 ปี ไปจนถึงมากกว่า 1,800 ปี สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจเคยเป็นแหล่งอยู่อาศัยของชีตาห์มาอย่างยาวนาน

มัมมี่ เกิดจากกระบวนการที่ช่วยชะลอการเน่าเปื่อยของร่างกายหลังความตาย แม้มัมมี่อียิปต์จะเป็นที่รู้จักมากที่สุด แต่ในธรรมชาติ กระบวนการนี้สามารถเกิดขึ้นได้เองในสภาพแวดล้อมเฉพาะ เช่น ธารน้ำแข็ง ทะเลทราย หรือหนองบึง

นับเป็นเรื่องที่พบได้ยาก

โดยทั่วไป การพบซากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ในสภาพสมบูรณ์เช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่พบได้ยาก – ภาพจาก AP

มัมมี่ชีตาห์ที่ค้นพบมีลักษณะดวงตาขุ่นมัว แขนขาหดแห้ง ดูคล้ายร่างที่ถูกอบแห้ง นักวิชาการรายหนึ่งจากมหาวิทยาลัยฟลอเรนซ์ในอิตาลี ระบุว่า นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในสัตว์ตระกูลแมวขนาดใหญ่

นักวิจัยยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า ชีตาห์เหล่านี้กลายเป็นมัมมี่ได้อย่างไร? แต่คาดว่าสภาพแวดล้อมภายในถ้ำที่แห้งและมีอุณหภูมิคงที่ อาจเป็นปัจจัยสำคัญ นอกจากนี้ยังตั้งข้อสันนิษฐานว่า ถ้ำดังกล่าวอาจเคยเป็นแหล่งทำรัง ซึ่งแม่ชีตาห์ใช้คลอดและเลี้ยงดูลูก

โดยปกติแล้ว การพบซากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ในสภาพสมบูรณ์เช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่พบได้ยากมาก เพราะนอกจากต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแล้ว ซากยังต้องรอดพ้นจากการถูกสัตว์กินซากอย่างนกหรือไฮยีนา

มัมมี่

มัมมี่ชีตาห์ที่พบมีดวงตาขุ่นมัว แขนขาหดแห้งแนบลำตัว นับเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบมาก่อนในสัตว์ตระกูลแมวขนาดใหญ่ – ภาพจาก AP

นักวิจัยชี้ว่า การค้นพบมัมมี่ชีตาห์ในภูมิภาคนี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน และยิ่งน่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่อสามารถตรวจสอบข้อมูลทางพันธุกรรมของซากได้ ซึ่งพบว่ามีความใกล้เคียงกับชีตาห์ในเอเชียและแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือในปัจจุบัน

ในอดีต ชีตาห์เคยกระจายพันธุ์อยู่ทั่วแอฟริกาและบางส่วนของเอเชีย แต่ปัจจุบันเหลือถิ่นอาศัยเพียงราว 9% ของพื้นที่เดิม และไม่พบในคาบสมุทรอาหรับมานานหลายทศวรรษ การค้นพบครั้งนี้จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญต่อความพยายามในอนาคตในการนำชีตาห์กลับคืนสู่ธรรมชาติในพื้นที่ที่พวกมันเคยอาศัยอยู่

ที่มา: Associated Press

อ่านข่าวเพิ่มเติม: นักวิจัยเผยภาพ มัมมี่แช่แข็ง มีรอยสัก อายุ 2,500 ปี แสดงวัฒนธรรมนักรบโบราณ

ทีมข่าวสดรายงาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน