นางสิงห์ลุยไฟ นายกฯหญิงญี่ปุ่นแจงปมไต้หวัน-ไม่ใช่ทำสงครามกับจีน
นางสิงห์ลุยไฟ – วันที่ 27 ม.ค. รอยเตอร์รายงานว่า นางซานาเอะ ทาคาอิจิ รักษาการนายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่น ชี้แจงถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับจีนกรณีเกาะไต้หวัน ว่าญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกามีพันธกิจต้องเข้าไปช่วยเหลือพลเมืองในไต้หวันหากเกิดเหตุจำเป็น
ความเคลื่อนไหวของนางทาคาอิจิล่าสุดเกิดขึ้นหลังนางทาคาอิจิประกาศยุบสภาและเตรียมจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ท่ามกลางกระแสโจมตีจากฝ่ายค้านกรณีความเห็นของนางทาคาอิจิส่งผลให้ความสัมพันธ์กับจีนตกต่ำ
ความเห็นข้างต้นของนางทาคาอิจิที่ทำให้จีนไม่พอใจนั้นเกี่ยวกับกรณีเกิดสงครามที่เกาะไต้หวัน โดยนางทาคาอิจิ ระบุว่าเป็นเรื่องระดับ “ความเป็นความตาย” ของญี่ปุ่น
วลีดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเปิดทางให้ญี่ปุ่นสามารถใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงได้ตามกฎหมาย ทำให้จีนตอบโต้ด้วยมาตรการรุนแรงหลายอย่าง อาทิ การห้ามส่งออกสินค้า งดนำเข้าสินค้าหลายรายการ และเรียกร้องนางทาคาอิจิให้ถอนคำพูด
นางทาคาอิจิ กล่าวว่า ต้องการให้ทุกฝ่ายเข้าใจชัดเจนตรงกัน ว่าไม่ได้หมายถึงญี่ปุ่นจะส่งทหารไปทำสงครามกับจีน และดึงสหรัฐเข้าไปในสงคราม
“ดิฉันหมายความว่า หากเกิดสถานการณ์ร้ายแรงขึ้นบนเกาะไต้หวัน ญี่ปุ่นมีพันธกิจที่จะต้องส่งกำลังเข้าไปช่วยเหลือพลเรือนญี่ปุ่นและอเมริกันออกมาจากไต้หวัน ซึ่งพอเป็นแบบนั้นแล้วญี่ปุ่นกับสหรัฐก็อาจต้องทำงานประสานกันหลากหลายรูปแบบ” ทาคาอิจิระบุ
รักษาการนายกฯหญิงญี่ปุ่น กล่าวต่อว่า หากเกิดกรณีที่กองทัพสหรัฐฯที่เข้าไปช่วยเหลือพลเมืองถูกโจมตี ญี่ปุ่นก็จำเป็นต้องเข้าสนับสนุนเพราะเป็นพันธมิตรทางทหาร ถ้าญี่ปุ่นนิ่งเฉย ความเป็นพันธมิตรระหว่างกันก็คงพังทลายลง
“ดิฉันยืนยันว่าญี่ปุ่นจะดำเนินการตามหลักกฎหมายที่มีอยู่ปัจจุบันเท่านั้น และจะใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบโดยพิจารณาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสมรภูมิ” ทาคาอิจิ กล่าวทิ้งท้าย
รายงานระบุว่า นางทาคาอิจิยังไม่ได้ถอนคำพูดตามที่ทางการจีนเรียกร้อง พร้อมย้ำว่าท่าทีของตนนั้นสอดคล้องกับจุดยืนของญี่ปุ่นต่อประเด็นความขัดแย้งเกาะไต้หวันเสมอมา นอกจากนี้ ยังกล่าวหาทางการจีน ว่าตีความถ้อยคำของตนคลาดเคลื่อน
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้กำลังทหารเชิงรุกได้ก็ต่อเมื่อมีเป้าหมายเชิงป้องกัน ได้แก่ กองทัพสหรัฐฯถูกโจมตี ชาติพันธมิตรถูกโจมตี และหรือญี่ปุ่นเผชิญกับสถานการณ์ร้ายแรงระดับ “ความเป็นความตาย”