บานเดียวทั้งลำ ดราม่า ผดส.ไม่ยอมปิดหน้าต่าง ทำแสงลอด แยงตาตลอดไฟลต์ ลั่นถามหามารยาท “คนสมัยนี้เห็นแก่ตัว?”

วันที่ 2 ก.พ. 26 กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกวิจารณ์อย่างมากบนโลกออนไลน์ เมื่อสาวโพสต์วิดีโอเล่าประสบการณ์บนเครื่องที่ไม่น่าประทับใจระหว่างเดินทางจากชิคาโกไปโตเกียว โดยมีผู้โดยสารที่นั่งริมหน้าต่างไม่ยอมปิดม่าน ทำให้มีแสงแดดส่องเข้ามาเกือบตลอดทั้งไฟลต์

โดยผู้ใช้บัญชีติ๊กต็อกชื่อ เคลลี่ เมง โพสต์คลิปวิดีโอ เล่าว่า เครื่องบินลำนี้มีที่นั่งแบบ 3-3-3 และมีเพียงที่นั่งริมหน้าต่างซ้ายและขวาเท่านั้นที่สามารถควบคุมม่านหน้าต่างได้

เมงอธิบายว่า เครื่องบินรุ่นใหม่ใช้ระบบ ม่านหน้าต่างแบบดิจิทัล ซึ่งแม้จะปรับให้มืดได้ แต่ไม่สามารถปิดทึบ 100% ทำให้ยังมีแสงลอดเข้ามาได้ตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะเที่ยวบินนี้ที่ต้องบินผ่านเขตอาร์กติก ทำให้มีแสงแดดส่องเข้ามาเกือบตลอดทั้งไฟลต์

หลังเสิร์ฟอาหารและผู้โดยสารส่วนใหญ่พยายามพักผ่อน ชายคนหนึ่งที่นั่งแถวกลางได้รับแสงแดดส่องเข้าตาโดยตรง จึงขอให้ผู้โดยสารที่นั่งริมหน้าต่างช่วยลดแสงลง แต่เธอกลับปรับม่านลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทั้งที่เมงระบุว่า หน้าต่างบานนี้เป็นบานเดียวที่ยังปล่อยแสงเข้ามา ในขณะที่หน้าต่างอื่นปิดจนมืดสนิท

ภาพจากคลิปวิดีโอของ เคลลี่ เมง

ภาพจากคลิปวิดีโอของ เคลลี่ เมง

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด เมื่อลูกเรือเข้ามาแจ้งว่า มีผู้โดยสารหลายคนร้องเรียนเรื่องแสงแดดจากหน้าต่างบานดังกล่าว แต่หญิงผู้โดยสารริมหน้าต่างกลับตอบกลับว่า “ฉันจะไม่ปรับลงไปมากกว่านี้ มันอยู่ที่ 75% แล้ว และมันก็มืดอยู่แล้ว”

เมงสรุปเหตุการณ์ด้วยคำพูดที่กลายเป็นไวรัลว่า “นี่คือคนที่ขาดการตระหนักรู้ต่อคนรอบข้างอย่างแท้จริง”

หลังวิดีโอถูกเผยแพร่ ชาวเน็ตเสียงแตกเป็นสองฝั่ง โดยฝ่ายหนึ่งมองว่า ผู้ที่จ่ายเงินและนั่งที่นั่งริมหน้าต่างย่อมมีสิทธิ์ควบคุมม่านหน้าต่าง “ถ้าอยากควบคุมม่าน ก็ควรจองที่นั่งริมหน้าต่างเอง” “ถ้าแสงรบกวน ควรเตรียมผ้าปิดตา”

ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า ผู้โดยสารรายดังกล่าวขาดมารยาทและไม่คำนึงถึงส่วนรวม “การเปิดม่านตอนกลางวันไม่ได้แค่แสบตา แต่ยังทำให้ห้องโดยสารร้อนขึ้นด้วย” “นี่แหละคือเหตุผลที่หลายคนบอกว่าคนสมัยนี้เห็นแก่ตัว”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงถูกถกต่อว่า มารยาทบนเครื่องบินควรยึดสิทธิ์ส่วนบุคคล หรือคำนึงถึงความสบายของผู้โดยสารส่วนรวมเป็นหลัก และคุณล่ะ คิดว่าที่นั่งริมหน้าต่างควรมีอำนาจตัดสินใจแค่ไหน

ขอบคุณที่มา newyork post

เรียบเรียงโดยทีมงานข่าวสดออนไลน์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน