สาวจีนวัย 27 ปี กินยาระบาย วันละ 800 เม็ดนาน 4 ปี หวังลดน้ำหนัก สุดท้ายไตเสียหาย-ต้องผ่าตัดลำไส้ใหญ่ออกทั้งหมดเพื่อรักษาชีวิต
เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ เผยกรณีเตือนภัยของหญิงสาววัย 27 ปี ที่ใช้ยาระบายซึ่งถูกโฆษณาว่าเป็น “ยาลดน้ำหนัก” ติดต่อกันนานกว่า 4 ปี จนส่งผลให้ไตได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และต้องเข้ารับการผ่าตัดตัดลำไส้ใหญ่ออกทั้งหมดเพื่อรักษาชีวิต
รายงานระบุว่า หญิงรายดังกล่าวมีปัญหาท้องผูกเรื้อรัง และมีความกังวลเกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนักมาโดยตลอด เมื่อ 4 ปีก่อน เธอเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีลักษณะเป็นยาเม็ดสีชมพูขนาดเล็ก โดยมีสารสำคัญคือ “บิซาโคดิล” (Bisacodyl) ซึ่งเป็นยาระบายชนิดกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
ในช่วงแรก เธอรับประทานเพียงวันละ 1 เม็ดเพื่อบรรเทาอาการท้องผูก แต่เมื่อร่างกายเริ่มดื้อต่อยาและการทำงานของลำไส้ลดลง เธอจึงเพิ่มปริมาณยาอย่างต่อเนื่อง จากวันละ 5 เม็ด 10 เม็ด 100 เม็ด จนพุ่งสูงถึงวันละ 800 เม็ด ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในอาการวิกฤต

แพทย์ระบุว่า ทุกครั้งที่พยายามหยุดยา ผู้ป่วยจะไม่สามารถขับถ่ายได้ด้วยตนเอง มีอาการบวมน้ำทั่วร่างกาย อ่อนเพลียอย่างหนัก และปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างมาก ขณะที่ระดับครีเอตินินในเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะไตเสื่อมรุนแรง
หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ทีมแพทย์นำโดย นพ.เฉิน ฉีอี้ ได้ทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด และพบว่า ผู้ป่วยมีภาวะทุพโภชนาการรุนแรง โดยมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 16.5 ระดับโพแทสเซียมและโซเดียมในเลือดต่ำอย่างอันตรายจากภาวะเสียสมดุลของเกลือแร่ ขณะที่ระบบการบีบตัวของลำไส้ใหญ่แทบหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง
เพื่อยุติผลกระทบจากการใช้ยาระบายเป็นเวลานานและรักษาชีวิตผู้ป่วย แพทย์จึงตัดสินใจผ่าตัดส่องกล้องเพื่อนำลำไส้ใหญ่ออกทั้งหมด พร้อมเชื่อมต่อส่วนปลายของระบบทางเดินอาหารใหม่
นพ.เฉิน เปิดเผยว่า เมื่อตรวจลำไส้ที่ถูกตัดออก พบว่าถูกทำลายอย่างหนักจากการสะสมของสารกระตุ้นเป็นเวลานาน เส้นประสาทและกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้ฝ่อลีบจนสูญเสียความสามารถในการบีบตัวตามธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับมาขับถ่ายได้ด้วยตนเองอีกครั้ง ระดับครีเอตินินดีขึ้นอย่างชัดเจน และได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลเพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูร่างกายต่อไป
นพ.เฉิน ระบุว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงรายเดียว โดยในปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลได้รักษาผู้ป่วยที่ใช้ยาระบายในลักษณะเดียวกันแล้วอย่างน้อย 10 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้หญิง อายุเฉลี่ย 35 ปี และมีพฤติกรรมรับประทานยามากกว่า 50 เม็ดต่อวัน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเข้ารับการรักษาด้วยอาการน้ำหนักลดผิดปกติ ระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำ การทำงานของไตเสื่อม และมีภาวะวิตกกังวลอย่างรุนแรง

แพทย์ย้ำว่า ความเชื่อที่ว่ายาระบายสามารถช่วยกำจัดแคลอรีจากอาหารและทำให้น้ำหนักลดลงนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากร่างกายดูดซึมสารอาหารและพลังงานส่วนใหญ่ที่ลำไส้เล็ก ขณะที่ยาระบายออกฤทธิ์เฉพาะที่ลำไส้ใหญ่เพื่อเร่งการขับถ่ายเท่านั้น ไม่สามารถยับยั้งการดูดซึมแคลอรีหรือเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้
น้ำหนักที่ลดลงจากการใช้ยาระบายส่วนใหญ่เกิดจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เมื่อกลับมารับประทานอาหารหรือดื่มน้ำตามปกติ น้ำหนักก็จะกลับคืนมาเช่นเดิม
แพทย์ยังเตือนว่า การใช้ยาระบายต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดภาวะขาดน้ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อกระตุก นอนไม่หลับ ประจำเดือนผิดปกติ รวมถึงทำลายการทำงานของหัวใจและไตอย่างถาวร และในบางกรณีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
นพ.เฉิน เน้นย้ำว่า ไม่ควรใช้ยาระบายเป็นวิธีควบคุมน้ำหนักหรือดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาในรูปแบบชา สมุนไพร เอนไซม์ หรือผลิตภัณฑ์ “ดีท็อกซ์” ต่าง ๆ ที่อ้างว่าสามารถล้างสารพิษหรือช่วยลดน้ำหนักได้
“การลดน้ำหนักอย่างถูกต้องต้องอาศัยการรับประทานอาหารที่สมดุล การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการมีวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ หากมีอาการท้องผูกเรื้อรัง ควรเข้ารับการตรวจรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และหากพบว่าต้องเพิ่มปริมาณยาอย่างต่อเนื่อง หรือมีอาการบวม อ่อนเพลีย และปัสสาวะผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ก่อนที่อวัยวะภายในจะได้รับความเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูได้” นพ.เฉิน กล่าว
ที่มา SOHA