ชายจีนวัย 60 ปี เลิกเดินป่า เพราะกลัวเข่าเสื่อม แพทย์เผยสาเหตุที่แท้จริง อาจมาจาก 3 พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ “ทำร้ายหัวเข่า” มากกว่าการเดินขึ้นเขา

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ หลายคนเชื่อว่าการเดินขึ้นเขา วิ่ง หรือออกกำลังกายหนัก คือ สาเหตุหลักที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อม แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อในจีนกลับชี้ว่า พฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันบางอย่างอาจเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายข้อเข่าได้มากกว่าที่คิด

กรณีของ นายเฉิน วัย 60 ปี ชาวเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน กลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญ หลังจากเขาตัดสินใจเลิกเดินป่าและลดการออกกำลังกายเกือบทั้งหมด เพราะกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อหัวเข่า

หลังเกษียณอายุ นายเฉินหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น แม้จะชื่นชอบการเดินเขาเป็นอย่างมาก แต่เมื่อได้ยินคำเตือนจากคนรอบตัวว่ากิจกรรมดังกล่าวอาจทำให้ข้อเข่าเสื่อม เขาจึงเลิกเดินเขาและหลีกเลี่ยงการเดินเร็ว โดยเลือกเดินเล่นเบา ๆ และพักผ่อนอยู่บ้านเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม เพียง 2 ปีหลังจากนั้น เขากลับเริ่มมีอาการปวดเข่า อ่อนแรงเวลาเดินขึ้นลงบันได รวมถึงมีอาการข้อเข่าตึงจนลุกขึ้นยืนได้ลำบากหลังนั่งเป็นเวลานาน

เมื่อเข้ารับการตรวจที่แผนกศัลยกรรมกระดูก ผลตรวจพบว่ากระดูกอ่อนบริเวณข้อเข่าของเขาสึกหรออย่างรุนแรง

แพทย์ระบุว่า สาเหตุไม่ได้เกิดจากการออกกำลังกาย แต่เป็นผลมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน 3 อย่างที่เขาทำเป็นประจำโดยไม่รู้ตัว

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า แม้การเดินขึ้นเขาหรือขึ้นบันไดจะเพิ่มแรงกดต่อข้อเข่า แต่หากทำในปริมาณที่เหมาะสมและมีการดูแลร่างกายอย่างถูกต้อง ความเสียหายที่เกิดขึ้นสามารถควบคุมได้

ในทางกลับกัน พฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนไม่เป็นอันตรายกลับสร้างแรงกดและความเสียหายต่อข้อเข่าอย่างต่อเนื่องทุกวัน จนกลายเป็นสาเหตุของการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนในระยะยาว

แพทย์ระบุว่า กระดูกอ่อนข้อเข่ามีหน้าที่ลดแรงเสียดทานและรองรับแรงกระแทก แต่มีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองจำกัด เมื่อเกิดการสึกหรอแล้วจะไม่สามารถฟื้นคืนสภาพเดิมได้ทั้งหมด

3 พฤติกรรมทำร้ายหัวเข่าที่หลายคนมองข้าม

1. นั่งนานติดต่อกันเป็นเวลานาน

หลายคนเชื่อว่าการนั่งพัก คือ การช่วยถนอมข้อเข่า แต่ในความเป็นจริง การนั่งในท่างอเข่าเป็นเวลานานทำให้ข้อเข่าอยู่ในสภาพคงที่ต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำหล่อเลี้ยงข้อไหลเวียนได้ไม่ดี

เมื่อกระดูกอ่อนไม่ได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพียงพอ จะเริ่มแห้ง เปราะ และเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

นอกจากนี้ การนั่งนานยังทำให้กล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เมื่อกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่พยุงข้อเข่าลดลง น้ำหนักตัวจะถูกถ่ายลงสู่ข้อเข่าโดยตรง ส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น

2. นั่งยอง ๆ เป็นเวลานาน

กิจกรรมอย่างการนั่งยองล้างผัก ซักผ้า หรือทำความสะอาดบ้าน เป็นพฤติกรรมที่สร้างแรงกดต่อข้อเข่าในระดับสูง

ในท่านี้ กระดูกสะบ้าหัวเข่าจะถูกกดทับอย่างต่อเนื่องและเสียดสีกับกระดูกต้นขาโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อต้องลุกขึ้นและนั่งลงซ้ำ ๆ

หากทำเป็นประจำ อาจส่งผลให้กระดูกอ่อนบริเวณสะบ้าหัวเข่าสึกหรอเร็วขึ้น กระตุ้นการอักเสบของเยื่อบุข้อ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะยาว

3. นั่งไขว่ห้างเป็นประจำ

แพทย์ระบุว่า การนั่งไขว่ห้างเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อข้อเข่าและกระดูกสันหลังมากกว่าที่หลายคนคิด

เมื่อไขว่ห้าง น้ำหนักตัวจะถูกกระจายไม่สมดุล ทำให้ข้อเข่าข้างหนึ่งรับแรงกดมากกว่าปกติ และเกิดแรงบิดที่ข้อเข่าอย่างต่อเนื่อง

แรงบิดดังกล่าวอาจส่งผลต่อเอ็นข้อเข่า หมอนรองข้อ และแนวการจัดเรียงของข้อต่อในระยะยาว

นอกจากนี้ การนั่งไขว่ห้างนาน ๆ ยังอาจรบกวนการไหลเวียนเลือดบริเวณขา ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยและเร่งการเสื่อมของข้อเข่าได้เร็วขึ้น

แพทย์แนะนำ 4 วิธีดูแลข้อเข่าให้แข็งแรง

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ความเสียหายของกระดูกอ่อนข้อเข่าเป็นสิ่งที่ฟื้นฟูได้ยาก ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยแนะนำแนวทางดูแลข้อเข่าดังนี้

1. ลุกขยับร่างกายทุก 40 นาที

หากต้องนั่งทำงานหรือดูโทรทัศน์เป็นเวลานาน ควรลุกเดิน ยืดเส้น หรือขยับขาเป็นระยะ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงข้อและลดอาการข้อตึง

2. ใช้อุปกรณ์ช่วยลดแรงกดต่อข้อเข่า

ระหว่างทำงานบ้าน ควรใช้เก้าอี้ตัวเล็กหรืออุปกรณ์ด้ามยาว เพื่อลดการนั่งยองและลดแรงกดที่เกิดขึ้นกับข้อเข่า

3. รักษาท่านั่งให้ถูกต้อง

ควรวางเท้าทั้งสองข้างราบกับพื้น นั่งหลังตรง และหลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักอย่างสมดุลและลดแรงบิดของข้อเข่า

4. เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า

การออกกำลังกายเบา ๆ เช่น เดินช้า ยกขาตรงขณะนั่ง หรือท่า Wall Sit สามารถช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและขา ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวช่วยรองรับแรงกระแทกแทนข้อเข่า

ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า การดูแลข้อเข่าไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวทั้งหมด แต่คือการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่สร้างแรงกดสะสมต่อข้อเข่าเป็นเวลานาน และหมั่นออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อต่อในระยะยาว

ที่มา SOHA

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน