สงสารจนเสียเงิน! คลิปเด็กชาย AI เล่าชีวิตรันทดระบาดในจีน ลวงผู้สูงอายุซื้อสินค้า ผู้สร้างโกยรายได้หลักหมื่นต่อวัน หญิงชราวัย 79 หลงเชื่อถึงขั้นนั่งรถไฟไปหา

กลายเป็นดราม่าร้อนแรงสะเทือนโลกออนไลน์จีน! เมื่อกระแส “คลิปเด็กชาย AI” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสี่ยวไห่” กำลังระบาดหนักบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น หลังถูกกล่าวหาว่าใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สร้างตัวละครเด็กชายหน้าตาน่าสงสาร พร้อมแต่งเรื่องชีวิตสุดรันทดเรียกน้ำตาจากผู้ชม โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ก่อนใช้ความเห็นอกเห็นใจเป็นเครื่องมือหลอกขายสินค้าในราคาแพงเกินจริง จนหลายคนหลงเชื่อและยอมควักเงินช่วยเหลือโดยไม่รู้เลยว่าเด็กชายที่เห็นบนหน้าจอนั้นไม่มีตัวตนอยู่จริง

สำหรับ “เสี่ยวไห่” เป็นตัวละครเด็กชายวัยรุ่นที่สร้างขึ้นด้วย AI มักปรากฏตัวในชุดนักเรียนหรือเสื้อเชิ้ตสีขาว พร้อมใบหน้าเศร้าสร้อยและน้ำตาคลอเบ้า เล่าเรื่องชีวิตยากจนเพื่อกระตุ้นความสงสารจากผู้ชม โดยหนึ่งในคลิปไวรัลเผยให้เห็นเด็กชายกำลังถือซาลาเปา พร้อมตัดพ้อว่า “เพื่อนร่วมชั้นของผมออกไปกินข้าวกลางวันกันหมดแล้ว แต่ผมต้องแอบอยู่ในห้องเรียนเพื่อกินซาลาเปาลูกนี้”

ขณะที่อีกคลิปสร้างสถานการณ์ให้เด็กชายถูกกลั่นแกล้งกลางสายฝน เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน ก่อนอ้อนวอนให้บรรดา “คุณป้าและคุณแม่” ช่วยซื้อซีเรียลบัควีท เพื่อให้ทำยอดขายได้ตามเป้าหมายและไม่ต้องถูกคนอื่นดูถูก

เสี่ยวไห่

นอกจากใช้เรื่องราวชีวิตสุดรันทดที่แต่งขึ้นเพื่อหลอกลวงผู้สูงอายุแล้ว ตัวละครเด็กชาย AI หรือ “เสี่ยวไห่” ที่กำลังเป็นไวรัล ยังถูกนำมาใช้โฆษณาขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือน ซึ่งมีการบวกราคาเพิ่มสูงกว่าท้องตลาดอย่างมาก – ภาพจาก Baidu

แต่เบื้องหลังเรื่องราวชวนสะเทือนใจกลับแฝงไปด้วยผลประโยชน์ทางธุรกิจ เพราะเด็กชาย AI เหล่านี้ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและของใช้ในครัวเรือน โดยมักอ้างว่าต้องหาเงินช่วยเหลือพ่อที่เลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง ที่น่าตกใจคือสินค้าบางรายการมีราคาสูงกว่าท้องตลาดอย่างมาก เช่น น้ำมันประกอบอาหารที่ขายผ่านคลิปเด็กชาย AI ในราคา 99 หยวน หรือประมาณ 500 บาท ทั้งที่สามารถหาซื้อจากร้านอื่นได้ในราคาเพียง 60 หยวน หรือราว 300 บาทเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจเบื้องหลังคลิปเรียกน้ำตาเหล่านี้ยังสร้างรายได้มหาศาล โดยมีอัตราค่าคอมมิชชันสูงถึง 55% แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถใช้คำสั่ง AI หรือ Prompt ที่มีเผยแพร่ทั่วไปมาผลิตคลิปเด็กชายเสี่ยวไห่ และทำรายได้สูงถึง วันละ 2,000 – 3,000 หยวน หรือประมาณ 10,000 – 15,000 บาท ขณะที่กระแสความนิยมยังพุ่งไม่หยุด โดยหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเด็กชาย AI มียอดรับชมรวมกันทะลุ 600 ล้านครั้ง บนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นของจีน

ที่น่าเป็นห่วงคือผู้ติดตามส่วนใหญ่กลับเป็นกลุ่มวัยกลางคนและผู้สูงอายุ ซึ่งต่างหลงรักและเอ็นดูเด็กชายเสมือนจริงเหล่านี้ราวกับเป็นลูกหลานของตัวเอง บางคนถึงขั้นเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า “ทำไมลูกถึงกินแต่ซาลาเปาล่ะ? ป้าเห็นแล้วปวดใจแทนลูกจริง ๆ” ขณะที่ผู้ใช้งานอีกรายยอมสั่งซื้อสินค้าถึง 4 ชิ้น ก่อนเขียนข้อความว่า “ลูกชายสุดที่รัก แม่สั่งซื้อสินค้าไปแล้ว 4 ชิ้นนะ รักลูกตลอดไปเลย” สะท้อนให้เห็นว่าความผูกพันทางอารมณ์กับตัวละคร AI อาจส่งผลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายเงินจริง

ความหลงเชื่อดังกล่าวยังนำไปสู่เหตุการณ์สุดเหลือเชื่อ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองอุรุมชีต้องเข้าช่วยเหลือหญิงชราวัย 79 ปี ที่อ่านหนังสือไม่ออก หลังพบว่าเธอกำลังเดินทางด้วยรถไฟเพียงลำพัง เพื่อไปพบกับเด็กชายเสี่ยวไห่ในมณฑลซานซี ทางตอนเหนือของจีน โดยหญิงชรายืนกรานว่าเด็กชายได้ชักชวนเธอผ่านการไลฟ์สดให้ไปกินเห็ดและชมดอกไม้ด้วยกัน สุดท้ายเจ้าหน้าที่ต้องติดต่อครอบครัว พร้อมอธิบายความจริงว่าเด็กชายที่เธอต้องการพบเป็นเพียงตัวละครที่สร้างขึ้นด้วย AI ก่อนช่วยส่งตัวกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ด้านผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายเตือนว่า การจงใจสร้างเรื่องราวเท็จเพื่อชักจูงให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าออนไลน์อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง ขณะที่ขณะรายงานข่าวยังไม่มีการเปิดเผยมูลค่าความเสียหายรวม และคลิปส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเสี่ยวไห่ถูกลบออกจากแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นของจีนแล้ว

กลุ่มวัยกลางคนและผู้สูงอายุ

เหยื่อส่วนใหญ่เป็น “กลุ่มวัยกลางคนและผู้สูงอายุ” ที่ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยความรักและความเอ็นดูอย่างจริงใจ โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกชักจูงทางอารมณ์ให้ยอมโอนเงินหรือซื้อสินค้า – ภาพประกอบ

อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตบางส่วนเริ่มใช้ AI สร้างคลิปล้อเลียน “เสี่ยวไห่ตัวร้าย” โดยเปลี่ยนภาพเด็กชายผู้น่าสงสารให้กลายเป็นนักโทษ หรือหนุ่มแต่งตัวหรูสูบบุหรี่ พร้อมโอ้อวดถึงการหาประโยชน์จากบรรดา “คุณป้าและคุณแม่” เพื่อเตือนสติผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้น

ทว่าประเด็นนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีหรือการหลอกขายสินค้าเท่านั้น เพราะ หม่า เหลียง ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มองว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุในสังคม โดยระบุว่า “ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวอย่างรุนแรงในชีวิตจริง พวกเขาจึงหันไปใช้จ่ายเงินบนโลกดิจิทัล เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางความรู้สึกที่ขาดหายไป” สอดคล้องกับความคิดเห็นของชาวเน็ตรายหนึ่งที่ทิ้งท้ายไว้อย่างเจ็บปวดว่า “ผู้สูงอายุที่โดดเดี่ยวบางคนก็รู้ดีว่าทุกอย่างเป็นเรื่องปลอม แต่พวกเขาเพียงแค่อยากเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง”

ที่มา: SCMP

อ่านข่าวเพิ่มเติม

เรียบเรียงโดยทีมงานข่าวสดออนไลน์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน