บีบีซีรายงานวันที่ 30 พ.ค. ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยูเครนจัดฉากออกข่าวลวงว่า นายอาร์คาดี บับเชนโก วัย 41 ปี ผู้สื่อข่าวชาวรัสเซียที่ต่อต้านรัฐบาลนายวลาดิเมียร์ ปูติน เสียชีวิตจากการถูกยิงใกล้ที่พักของเขาในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน กลายเป็นข่าวใหญ่ในสื่อต่างประเทศไปทั่วโลก แต่ไม่ถึง 24 ชั่วโมงถัดมา นายบับเชนโกกลับมาปรากฏตัวในงานแถลงข่าว
ข่าวลวงทีแรกระบุว่า ภรรยาของนายบับเชนโก พบสามีนอนจมกองเลือดอยู่บริเวณทางเข้าแฟลต ก่อนเสียชีวิตในรถฉุกเฉินขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ต่อมานายบับเชนโกกลับมาปรากฏตัวในงานแถลงข่าวพร้อทนายวาซีล ฮรีซัก หัวหน้าหน่วยความมั่นคงยูเครน ว่าที่ต้องออกข่าวไปเช่นนั้นเป็นแผนที่ต้องการจับกุมมือปืนที่ได้รับการว่าจ้างมาจากกองกำลังรัสเซีย

นายบับเชนโก คนกลาง Russian journalist Arkady Babchenko, center (AP Photo/Efrem Lukatsky)
ท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับนายบับเชนโกที่โผล่เข้ามาในห้องแถลงข่าว เจ้าตัวกล่าวขอบคุณหน่วยงานความมั่นคงยูเครนที่ช่วยชีวิตตนไว้ได้ และยืนยันว่าตนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากร่วมมือในแผนนี้
“ผมทำหน้าที่ของผมแล้ว และผมก็รอดชีวิตมาได้ ผมต้องไปงานฝังเพื่อนและเพื่อนร่วมงานมาหลายครั้งแล้ว ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ผมขอโทษทุกคนที่ต้องรู้สึกแบบนั้น แต่มันไม่มีทางเลือกจริงๆ” นายบับเชนโก กล่าว

อาคารที่นายบับเชนโกอาศัยอยู่และเป็นสถานที่ลวงว่าถูกสังหารแล้ว (AP Photo/Sergiy Nuzhnenko)
นายบับเชนโก เป็นนักข่าวสงครามรัสเซียที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อถืออย่างมากจากสื่อระดับโลก หลังจากที่เขาเขียนบทความเกี่ยวกับเหตุเครื่องบินทหารของรัสเซียตก ในปี 2559 ถูกขู่ฆ่าหลายครั้ง และต้องอพยพออกจากรัสเซีย ครั้งแรกไปปักหลักอยู่ที่กรุงปราก เมืองหลวงสาธารณรัฐเช็ก ก่อนย้ายไปกรุงเคียฟ โดยทำงานเป็นพิธีกรสถานีโทรทัศน์เอทีอาร์ทีวีของยูเครน

ในงานแถลงข่าวที่โผล่มาประกาศตัวว่ายังไม่ตาย (AP Photo/Efrem Lukatsky)
นายบับเชนโกอ้างว่า ได้รับข้อมูลมาเดือนหนึ่งแล้วว่า รัสเซียวางแผนจะฆ่าตน จึงติดต่อเจ้าหน้าที่ความมั่นคงยูเครน เมื่อเดือนก่อนและวางแผนนี้กันมา 2 เดือน ปรากฏว่าจับกุมผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งได้ ทางหน่วยความมั่นคงรัสเซียใช้คนที่เป็นยูเครนคนหนึ่งไปหามือปืนมา เอาเป็นพวกทหารผ่านศึก เสนอเงินให้ 3 หมื่นดอลลาร์ หรือราว 930,000 บาท ซึ่งมีคนหนึ่งเผยแผนการนี้ให้เจ้าหน้าที่ยูเครนทราบ

มือปืนที่จับกุมตัวได้ (AP Photo/Efrem Lukatsky)
ด้านปฏิกิริยาจากผู้คนที่ทราบเรื่องนี้มีแตกต่างกันออกไป อย่างกลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ประณามปฏิบัติการครั้งนี้ว่า ไม่ควรจะเล่นกับข้อเท็จจริง และมีจำนวนมากที่เห็นว่า ปฏิบัตการนี้ส่งเสริมให้ข่าวปลอมแพร่สะพัด บั่นทอนความน่าเชื่อถือของนักข่าวและสื่อมวลชน