ชาวมุสลิมโรฮิงยาหลายแสนคนที่ลี้ภัยในบังกลาเทศเสียใจที่ถูกรัฐบาลพรากสิทธิ์และกีดกันจากการเลือกตั้ง ช้ำใจ มองไม่เห็นสิทธิ์ในอนาคตของลูกหลาน

Al Jazeera
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 สำนักข่าว อัลจาซีรา รายงานว่า ชาวมุสลิมโรฮิงยาหลายแสนคนที่ลี้ภัยในบังกลาเทศถูกกีดกันจากการเลือกตั้ง
โมฮัมหมัด ยูซุฟ ชาวมุสลิมโรฮิงยาคนหนึ่ง เล่าว่า เขาได้ไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งพม่าแทบทุกครั้ง ตั้งแต่ปีพ.ศ.2517 จนถึงปีพ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่กลุ่มชาติพันธุ์โรฮิงยา ได้รับอนุญาตให้ลงคะแนนเสียงในประเทศ ที่พวกเขาเรียกว่า ‘บ้าน’ หลังจากที่ต้องหลบลี้ออกมาเมื่อสามปีก่อน เนื่องจากการรุกรานทางการทหารที่โหดร้าย
พม่าได้เปิดการเลือกตั้งขึ้นในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยครั้งที่ 2 หลังจากถูกทหารปกครองมานานนับทศวรรษ
ยูซุฟ เป็นหนึ่งในอีกหลายหมื่นแสนคน ของชาวโรฮิงยา ที่ต้องถูกพรากสิทธิ์เสียงของตนเองในการเลือกตั้งไป ซึ่งทำให้ องค์การสหประชาชาติกล่าวเตือนพม่าว่า นี่จะไม่ใช่การเลือกตั้งเสรีและยุติธรรมนัก
“การไม่สามารถลงคะแนนทำให้ฉันรู้สึกเศร้าจริงๆ รู้สึกราวกับว่า เราได้ตายไปแล้วและเราก็ไม่มีตัวตน” ยูซุฟ ชายวัย 65 ปีซึ่งอาศัยอยู่ในนิคมผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในบังกลาเทศ บอกเล่าความรู้สึก แก่มูลนิธิ ทอมสัน รอยเตอร์ ทางโทรศัพท์

Reuters
“สิทธิเหล่านี้มีความสำคัญ เราอยากให้ลูกของเราได้เป็นวิศวกรหรือทนายความในวันหนึ่ง แต่ฉันกลับมองไม่เห็นอนาคตเลย ฉันไม่รู้ว่าพวกเราจะได้เลือกตั้งในปี พ.ศ.2568 หรือไม่ เหมือนปีนี้ที่พวกเราไม่ได้เลือกตั้ง”
คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพพม่า ไม่ตอบสนองต่อคำร้องใด ๆ ขณะที่ ทูตของพม่าประจำสหประชาชาติกล่าวว่า “การเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรมและประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้”
พม่าไม่ยอมรับชาวโรฮิงยาว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมือง โดยพม่ามองว่าชาวโรฮิงยาเป็น“ เบงกอล”จากบังกลาเทศ ที่ทำผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ แล้วหนีมาอาศัยในพม่า แม้ว่าประวัติศาสตร์ของโรฮิงยาในพม่านั้น สามารถสืบค้นย้อนหลังไปได้หลายศตวรรษก็ตาม
ชาวโรฮิงยามากกว่า 730,000 คน ต้องหลบหนีการปราบปรามของกองทัพพม่าในปี พ.ศ.2560 ซึ่ง องค์การสหประชาชาติ ระบุว่ามีกองทัพพม่ามี “เจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” โดยชาวโรฮิงยาต้องเข้าร่วมกับผู้ลี้ภัยคนอื่น ๆ ที่หลบหนีความรุนแรงทางชาติพันธุ์ในค่ายที่คับแคบในบังกลาเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชีย อย่างไรก็ตาม พม่าปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยระบุว่ากองทัพกำลังต่อสู้กับ “กลุ่มติดอาวุธ”
ชาวโรฮิงยาถูกรัฐบาลทหารยึดเอกสารยืนยันตัวตน
การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทำให้เงื่อนไข การขอลี้ภัยสำหรับชาวโรฮิงยา 850,000 คนในค่ายบังกลาเทศยากยิ่งขึ้น ทำให้ชาวโรฮิงยาจำนวนมากไม่เชื่อว่าตนเองจะได้กลับบ้าน
“พม่าไม่สนใจที่จะพาเรากลับหรอก” โมฮัมหมัด อิสมาอิล ชาวโรฮิงยาวัย 35 ปี ในค่าย กูตูปาลอง กล่าว
“สมมติว่าเราได้กลับไปบ้านจริงๆ แต่ถ้าพวกเขาไม่อนุญาตให้เราเลือกตั้งอีกล่ะ? ถ้าเรามีลูก จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา? หากลูกหลานของพวกเราไม่ได้รับสิทธิและความเป็นพลเมือง พวกเขาจะอยู่รอดได้อย่างไร”

UNHCR
รัฐบาลทหารที่สืบต่อกันมาในพม่า ได้ยึดเอกสารประจำตัวของชาวโรฮิงยา ทำให้ชาวโรฮิงยาจำนวนมากไม่มีหลักฐานยืนยันถึงที่มาและภูมิลำเนาของตนเอง
บัตรประจำตัวชั่วคราวของพวกเขาถูกทำให้เป็นโมฆะ ก่อนการเลือกตั้งในปีพ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 25 ปีของพม่า ซึ่งทำให้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของอองซานซูจีขึ้นมาสู่อำนาจ
นักการเมืองชาวโรฮิงยาส่วนใหญ่ ถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมการเลือกตั้ง และ ทางการของพม่าได้ตัดสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวโรฮิงยาเป็นจำนวนมาก
“มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ตั้งแต่ปีพ.ศ.2558” อิสมาอิล กล่าว และเสริมว่า เขาไม่คิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวโรฮิงยา
“หากรัฐบาลเมียนมามีเจตจำนงจะทำให้การเลือกตั้งนั้นยุติธรรมจริง ๆ ก็สามารถจัดระบบการลงคะแนนเสียงสำหรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดในบังกลาเทศได้” นายเน ซาน ลวิน ผู้ร่วมก่อตั้งแนวร่วมโรฮิงยาเสรี กล่าว
“แต่นี่คือสิ่งที่เหนือจินตนาการ” เน ซาน ลวิน กล่าวทิ้งท้าย