โควิด WHOจี้กระจายวัคซีนเท่าเทียม นักวิทย์เตือนศูนย์กลางระบาดส่อย้ายที่
โควิด – วันที่ 24 พ.ค. รอยเตอร์รายงานว่า นายแพทย์เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวประณามความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาปี 2019 หรือโควิด-19 ทั่วโลก ว่าเป็นความอื้อฉาว ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ความไม่เท่าเทียมของการเข้าถึงวัคซีนอาจทำให้ศูนย์ของการระบาดของโลกเปลี่ยนแปลงไปด้วย
นพ.เกเบรเยซุส กล่าวเรียกร้องให้บรรดาบริษัทผู้ผลิตและพัฒนาวัคซีนชนิดข้างต้นบริจาควัคซีนให้กับโครงการโคแว็กซ์เพื่อให้เพียงพอต่อการกระจายวัคซีนสู้ประชากรร้อยละ 10 ในทุกประเทศทั่วโลกภายในเดือนก.ย.นี้ และประชากรร้อยละ 30 ของทุกชาติก่อนสิ้นปี 2564
ผอ.ใหญ่ของ WHO ยังร้องขอให้บรรดาผู้ผลิตและพัฒนาวัคซีนให้สิทธิโครงการโคแว็กซ์ก่อนเป็นลำดับแรกหลังผลิตวัคซีนออกมาเสร็จในแต่ละล็อต (Right of First Refusal) หรือปันส่วนวัคซีนครึ่งหนึ่งของที่ผลิตออกมาได้ให้กับโคแว็กซ์ในปีนี้
ข้อเรียกร้องและเสียงประณามของผอ.ใหญ่ WHO เกิดขึ้นภายหลังการปัญหาการกระจุกตัวของวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อยู่แต่ในชาติร่ำรวย ขณะที่หลายพื้นที่ของโลกเริ่มเผชิญกับปัญหาการระบาดระลอกใหม่ โดยเฉพาะชาติในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เดอะการ์เดียนรายงานว่า ปริมาณผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 4 เท่าตั้งแต่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา หลังการตรวจพบผู้ติดเชื้อในเรือนจำ และชุมชนแออัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมถึงจากค่ายคนงานก่อสร้างด้วย
ด้านมาเลเซียอยู่ระหว่างการตั้งห้องดูแลผู้ป่วยวิกฤตภาคสนามหลังปริมาณผู้ติดเชื้อรุนแรงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยโรงพยาบาลแห่งหนึ่งถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นสถานที่เก็บศพผู้เสียชีวิต ขณะที่ปริมาณผู้ติดเชื้อรายวันเกือบแตะ 7 พันคน
ส่วนเวียดนามและสิงคโปร์ ซึ่งระยะแรกสามารถควบคุมการระบาดได้ยอดเยี่ยมจนได้รับความชื่นชมจากประชาคมโลกนั้นอยู่ระหว่างความพยามยามสกัดกั้นการแพร่ระบาดของกลุ่มก้อรการระบาด หรือคลัสเตอร์ใหม่ และเริ่มกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์บางพื้นที่อีกครั้งแล้ว
แม้สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่เลวร้ายเท่าบางภูมิภาคในโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า เป็นสัญญาณเตือนว่าการกระจายวัคซีนควรต้องมีความทั่วถึงมากกว่าที่เป็นอยู่
ศาสตราจารย์เตียว อึกอิง คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ ซอว์ สวี ฮก มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงวัคซีนจะกลายเป็นสาเหตุให้กับศูนย์กลางการระบาดในโลกเปลี่ยนแปลงไป
ศ.เตียว กล่าวยกตัวอย่างการเกิดคลัสเตอร์ใหม่ในสิงคโปร์ ว่าตนไม่เชื่อว่ามาจากการหย่อนยานของมาตรการและการไม่ให้ความร่วมมือของประชาชน แต่น่าจะมาจากไวรัสก่อโรคโควิดชนิดกลายพันธุ์ที่พบในอินเดีย (บี.1.617.2) ซึ่งมีความสามารถในการระบาดเทียบเท่ากับชนิดกลายพันธุ์ที่พบในอังกฤษ (บี.1.1.7) ทำให้เล็ดรอดมาตรการเดิมที่ใช้ได้ผลกับเชื้อชนิดดั้งเดิมเข้ามา
“ความรวดเร็วในการระบาดของมันน่ากลัวครับ เราได้เห็นการระบาดลุกลามไปถึง 4 กลุ่ม ภายในรอบ 10 วัน เทียบกับที่เราเคยเจอในชนิดดั้งเดิมนี่เรียกว่าคนละเรื่องกันเลยครับ” ศ.เตียวระบุ
แม้ทางการสิงคโปร์จะฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม ให้กับพลเมืองไปแล้วจำนวน 1 ใน 3 แต่ชาติอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันช้ากว่ามาก อาทิ ประเทศไทยที่เพิ่งมีผู้ได้รับวัคซีนไปเพียงร้อยละ 1.5 ของประชากร ส่วนที่มาเลเซียเพิ่งมีผู้ได้รับวัคซีนไปเพียงร้อยละ 2.88 ขณะที่เวียดนามนั้นมีประชากรได้รับวัคซีนไปแล้วไม่ถึงร้อยละ 1
