ชายจากอาร์คันซอ สหรัฐอเมริกา ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตหลังจากปล้นร้านทาโก้ด้วย ‘ปืนฉีดน้ำ’ รอรับการตัดสินปล่อยตัว หลังจากใช้ชีวิตในคุกมานานกว่า 40 ปี
รอล์ฟ แคสเทล ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ที่ร้ายแรง และได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต และถูกปรับ 15,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 4.8 แสนบาท หลังจากใช้ ‘ปืนฉีดน้ำ’ บุกเข้าปล้นร้าน ฟอร์ต สมิธ ร้านขายทาโก้ เมื่อปี 2524 ซึ่งแคสเทลสามารถปล้นเงินไปได้ 264 ดอลลาร์ หรือประมาณ 8,500 บาท อย่างไรก็ตามไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากการปล้นในครั้งนี้
ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแคสเทลได้มีความพยายามในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของเขา โดยเขาได้ยื่นข้อเสนอห้าครั้งเพื่อขอผ่อนผันในระหว่างที่เขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลานาน แน่นอนว่าผู้สนับสนุนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในสหรัฐอเมริกา หลายแห่งได้ก็ผลักดันให้ปล่อยปล่อยตัวเขาออกมา

ภาพประกอบเนื้อหา
ไม่เว้นแม้แต่ทางร้านทาโก้ที่เป็นเหยื่อในการก่ออาชญากรรมครั้งนั้น พวกเขายังมองว่าโทษที่แคสเทลได้รับนั้นมากกว่าการกระทำที่เขาก่อ “ฉันอยากจะขอโทษเขาจริง ๆ เพราะฉันรู้สึกว่าแม้ว่าเขาจะเป็นคนปล้นฉัน แต่ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันได้ปลิดชีวิตเขา เพราะเขาอยู่ที่นั่นมานานแล้ว” เดนนิส ชูสเตอร์แมน แคชเชียร์ของร้านทาโก้ในขณะนั้นกล่าว
โดยการยื่นขอลดโทษครั้งล่าสุดแคสเทลได้กล่าวว่า “ผมอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี แต่ผมก็มองว่ามันมากพอแล้วที่จะทำให้ผมได้ออกไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างแท้จริง ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษที่ผมถูกกักขังเอาไว้ ผมเชื่อว่าผมแสดงให้เห็นแล้วว่ามันถึงเวลาแล้วที่ผมควรได้ออกไปมีอิสรภาพ ผมจึงขอยื่นอุทธรณ์เพื่อเรียกร้องให้เรื่องนี้จบลงเสียที”

รอล์ฟ แคสเทล
ด้าน อาซา ฮัทชินสัน ผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอ ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยเขาได้ประกาศว่าเขามีความตั้งใจที่จะทำให้แคสเทลมีสิทธิ์ได้รับทัณฑ์บนทันที ทั้งนี้ต้องใช้ระยะเวลาการดำเนินการ 30 วัน เพื่อรับข้อเสนอแนะจากสาธารณะชน ก่อนที่คำตัดสินของผู้ว่าการจะถือเป็นที่สิ้นสุด ซึ่งนั่นจะทำให้แคสเทลได้รับการปล่อยตัว และได้อิสระกลับมาอีกครั้ง
ทั้งนี้ฮัทชินสันยังได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ในตอนนี้ยังไม่มีใครคัดค้านจากการบังคับใช้กฎหมายต่อคำขอผ่อนผันของแคสเทล และที่ผ่านมานั้น แคสเทลก็ไม่เคยละเมิดกฎของเรือนจำในช่วงเวลาที่เขาเป็นผู้ต้องขัง ทั้งเขายังจบการศึกษาในระดับอนุปริญญา (เทียบเท่าปวส.) มาแล้วถึง 3 ครั้งขณะอยู่ในคุก

ภาพประกอบเนื้อหา
ที่มา : unilad / theguardian / foxnews