โควิด: วันที่ 14 ส.ค. ซีเอ็นเอ็น รายงานสถานการณ์โควิด-19 ในอินโดนีเซียผ่านนายเตาฟิก ฮิดายัต ผู้นำสัปเหร่ออาสาสมัครหลายสิบคน ที่คอยรับสายโทรศัพท์จากครอบครัวผู้สูญเสีย เพื่อเข้าไปศพผู้ป่วยด้วยโรคระบาดที่ไม่มีใครแตะต้อง ตามบ้านเรือนต่างๆ ในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของโควิด-19 ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

นายเตาฟิก ฮิดายัต
“เรารู้สึกลำบากและร้อนมากเนื่องจากมักสวมชุดป้องกันอันตรายเต็มขั้นตลอดเวลา ขณะพยายามสำรวจตรอกซอกซอยเล็กๆ และขึ้นชั้นสูงๆ ตามของอาคารบ้านเรือน ด้วยการแบกร่างกายหนักอึ้งไปด้วย” นายเตาฟิกกล่าว
จำนวนสายโทรศัพท์ลดลงตั้งแต่จุดสูงสุดของการระบาดระลอกที่สองของประเทศในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม แต่ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตที่บ้าน แม้จะมีผู้ป่วยใหม่ในโรงพยาบาลและศูนย์แยกกักตัว ซึ่งมีเตียงว่างหลายพันเตียง
LaporCovid-19 เว็บไซต์ภาคพลเรือนที่รับการแจ้งข้อมูลเกี่ยวโควิด-19 จากครอบครัวและเจ้าหน้าที่รัฐ ระบุว่า จนถึงเดือนนี้ มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่บ้านเกือบ 50 ราย
นายฟาริซ อิบัน นักวิเคราะห์ข้อมูลของเว็บไซต์ดังกล่าว ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นราว 2,400 ราย หรือเพิ่มขึ้นหกเท่าจากเดือนมิถุนายน โดยเรียกตัวเลขนี้ว่า “ยอดปลายภูเขาน้ำแข็ง”
ส่วนใหญ่ผู้เสียชีวิตอยู่ในกรุงจาการ์ตา เนื่องจากเป็นรัฐบาลท้องถิ่นเพียงแห่งเดียวของประเทศที่เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่บ้าน
นางซีตี นาเดีย ทาร์มีซี โฆษกกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซีย กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียไม่ได้เก็บบันทึกจำนวนผู้เสียชีวิตที่บ้าน และว่า ประชาชนควรแยกกักตัวที่บ้านเมื่อป่วยโควิด-19 โดยไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง
อย่างไรก็ตาม สมาคมการแพทย์ชาวอินโดนีเซียกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย โดยกล่าวว่า การแยกกักตัวที่บ้านทำให้ผู้ป่วยบางรายขาดการรักษาพยาบาล และการขาดการดูแลรักษาทำให้ไวรัสแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น
…………..
ทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้
เมื่อเดือนที่แล้ว ขณะที่โควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่ระบาดได้ง่ายแพร่กระจายทั่วอินโดนีเซีย ระบบโรงพยาบาบาลของอินโดนีเซียล้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้ป่วยที่มีผลเป็นบวกได้รับการแจ้งแยกกักตัวที่บ้าน หากไม่มีอาการ แต่บางคนไม่สามารถหาเตียงโรงพยาบาลได้เมื่ออาการแย่ลง

นายวาร์ซา ทีร์ตา ผู้ล่วงลับ มีผลการตรวจโควิดเป็นบวกเมื่อปลายเดือนมิ.ย.
หนึ่งในนั้นคือนายวาร์ซา ทีร์ตา อาชีพขับรถ วัย 62 ปี ซึ่งมีผลตรวจโควิดเป็นบวก เมื่อปลายเดือนมิถุนายน แต่ปฏิบัติตามคำแนะนำในการอยู่ที่บ้าน โดยไม่ได้รู้สึกล้มป่วย แต่เข้ารับการตรวจเนื่องจาก เจ้านายติดโควิด-19 และมีความเสี่ยงที่เจ้านายจะแพร่เชื้อ
นายฟาร์ครี ยูซุฟ ลูกเขยของนายวาร์ซา เปิดเผยว่า แต่ภายในกี่วันหลังพ่อตาแยกกักตัวที่บ้าน แม่ของนายฟาร์ครี และน้องสาวอีก 2 คน มีอาการป่วยเช่นกัน ซึ่งนายวาร์ซาพยายามดูแล แต่ไม่นานนัก ทั้งสามชีวิตต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญ
“ผมพยายามลงทะเบียนชื่อแม่และน้องสาว 2 คน ไปที่โรงพยาบาลฉุกเฉินรักษาโควิด แต่โรงพยาบาลรับผู้ป่วยได้เพียงคนเดียว ทุกเตียงในโรงพยาบาลเต็มหมดแล้ว ผมจึงตัดสินใจส่งน้องสาวคนหนึ่งไปโรงพยาบาล” นายฟาร์ครีกล่าว
ส่วนนายวาร์ซาเสียชีวิตตอนเช้าวันที่ 6 ก.ค. แม้ว่านายฟาร์ครีโทรศัพท์ไปศูนย์สุขภาพท้องถิ่น แต่ไม่มีใครสามารถรับศพพ่อตาได้ เนื่องจากมีผู้ป่วยเสียชีวิตอีกหลายร้อยคนในวันเดียวกันนั้น
“การรับมือเป็นไปอย่างล่าช้ามาก ผมได้รับแจ้งว่า สัปเหร่อทั้งหมดวุ่นวายที่จะจัดการศพอื่นๆ ทั่วกรุงจาการ์ตา” นายฟาร์ครีกล่าว
นายฟาร์ครีจึงติดต่อไปที่คณะกรรมการซะกาตแห่งชาติ ซึ่งดำเนินการแจกจ่ายซะกาต หรือทานที่ได้รับการบริจาคจากชาวมุสลิม และเป็นหน่วยงานที่นายเตาฟิกทำงานเป็นอาสาสมัครด้วย

ครอบครัวฝังศพนายวาร์ซา ทีร์ตา
“พวกเขาทำทุกอย่างที่บ้านอย่างราบรื่น ราว 16.00 น. พวกเราออกเดินทางไปสุสาน และขบวนแห่ศพทั้งหมดเสร็จสิ้นก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน” นายฟาร์ครีกล่าว
…………..
โรงพยาบาลต่างล้น
เมื่อผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น รัฐบาลอินโดนีเซียเร่งสร้างโรงพยาบาลสนามและสถานที่แยกกักตัวแห่งใหม่ๆ รวมถึงปาซาร์ รุมปุต ตึกอพาร์ตเมนต์ราคาประหยัด ที่จะมีเตียงใหม่เกือบ 6,000 ชุด ตามข้อมูลของโฆษกกระทรวงโยธาธิการและการเคหะของอินโดนีเซีย
ตึกอพาร์ตเมนต์ดังกล่าวแม้จะเปิดตามแผน แต่ในสัปดาห์นี้ รายงานของสื่อท้องถิ่นชี้ว่า มีคนใช้งานน้อยกว่า 300 คน
นางซีตี โฆษกกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซีย กล่าวว่า มีเตียงเพียงพอมากกว่าสำหรับผู้ป่วย 30,000 คน หรือผู้ป่วยใหม่ๆ ที่มีรายงานแต่ละวัน
“ตอนนี้เราไม่เห็นความยากลำบากใดๆ ของผู้ป่วยที่จะเข้าถึงการรักษา ทั้งในศูนย์แยกกักตัว หรือในโรงพยาบาล” นางซีตีกล่าว
แต่แม้จะมีเตียงผู้ป่วย แต่ผู้ไม่มีอาการและผู้มีอาการไม่รุนแรงยังได้รับเลือกอยู่บ้านเหมือนเดิม
…………..
ผู้ป่วยโควิด-19 รายวัน
โฆษกกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียกล่าวว่า ผู้มีอาการปานกลางมากขึ้นจำเป็นต้องไปที่ศูนย์แยกกักตัว ส่วนผู้มีอาการรุนแรง รวมถึงหายใจติดขัด ควรไปโรงพยาบาล และว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ได้รับการเฝ้าสังเกตที่บ้านผ่านบริษัทเอกชนผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกล หรือเทเลเมดีซีน ซึ่งผู้ป่วยสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้หากจำเป็น
แต่ดร.ดาแอง เอ็ม. ฟากีฮ์ ประธานสมาคมการแพทย์ชาวอินโดนีเซีย กล่าวว่า จำเป็นต้องเปลี่ยนคำแนะนำสาธารณสุขของรัฐบาล
“ขณะนี้เรากำลังแนะนำให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายการแยกกักตัวที่บ้าน การแยกกักตัวควรรวมศูนย์ในที่พักพิงแบบแยกกักตัวพิเศษ” ดร.ดาแองกล่าว
ดร.ดาแองกล่าวด้วยว่า การแยกกักตัวที่บ้านทำให้ไวรัแพร่กระจายมากขึ้น เนื่องจากคนจำนวนอาศัยอยู่ในสภาพแออัด จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะปกป้องสมาชิกในครอบครัว
“ตามวัฒนธรรมในอินโดนีเซีย เป็นปกติที่จะมีครอบครัวมากกว่าหนึ่งครอบครัวอยู่ร่วมกันในบ้านหลังเดียว แม้แต่สามครอบครัวในบ้านหลังเดียวยังไม่ใช่เรื่องแปลก ฉะนั้น สิ่งนี้จะสร้างคลัสเตอร์ หรือการระบาดกลุ่มก้อน แบบครอบครัว” ดร.ดาแองกล่าว
ดร.ดาแองกล่าวอีกว่า เป็นการยากที่จะห้ามผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการออกนอกบ้าน จึงสามารถไปไหนมาไหนและแพร่เชื้อแก่คนอื่นได้อย่างง่ายดาย
…………..
ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น
จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันของอินโดนีเซียอาจลดลงครึ่งหนึ่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่ยังมีรายงานยอดผู้เสียชีวิตสูงสุดในโลกแต่ละวัน ราว 1,500 ราย มากสุดเมื่อเทียบกับ 490 รายในอินเดีย และ 342 รายในสหรัฐอเมริกา
วิกฤตดังกล่าวทำให้การฉีดวัคซีนของประเทศล่าช้า และตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งเพิ่มจำนวนการฉีดวัคซีนเป็นอย่างน้อยวันละ 2 ล้านโดส หวังเป็นไปตามเป้าหมายของประเทศที่จะฉีดวัคซีน 208 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 270 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม จนถึงวันที่ 13 ส.ค. ไม่ถึง 10% ของชาวอินโดนีเซียได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส
ขณะเดียวกัน นายเตาฟิกและทีมงานสัปเหร่อยังพร้อมที่จะช่วยเหลือหากมีคนต้องการ แต่ละวันเริ่มต้นด้วยการอธิษฐานให้ตัวเองและทีมงานปลอดภัย และสิ้นสุดด้วยการอธิษฐานแก่ผู้ป่วยโควิด-19
นายเตาฟิกกล่าวด้วยว่า แรงศรัทธาของตัวเองทำให้เขาผ่านช่วงเวลายากลำบากหลายสัปดาห์มาได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
โควิด-19: สถานการณ์ที่อินโดนีเซียเลวร้ายลง หลังยอดผู้ป่วยถูกทิ้งให้ตายอย่างโดดเดี่ยวเพิ่มสูงขึ้น
โควิด: สัญญาณเตือนอินโดนีเซีย ศูนย์กลางระบาดใหม่ในเอเชีย แทนอินเดีย