เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา เดลีเมลล์ ได้รายงานเรื่องราวของชายชาวจีนรายหนึ่งที่ต้องจบชีวิตลง หลังจากที่เขาดื่มน้ำอัดลมขนาด 1.5 ลิตรภายใน 10 นาที ก่อนปวดท้องหนัก ถูกหามส่งโรงพยาบาล และสิ้นใจในที่สุด
เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นกับหนุ่มจีน วัย 22 ปี รายหนึ่ง ผู้ไม่มีปัญหาสุขภาพใด ๆ ที่ได้เสียชีวิตลงกะทันหัน หลังจากที่เขาดื่มน้ำอัดลมขนาด 1.5 ลิตร หมดอย่างรวดเร็วภายใน 10 นาที ก่อนที่จะมีอาการท้องบวมและรู้สึกปวดท้องอย่างหนัก และถูกหามส่งโรงพยาบาลเฉาหยาง ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน หลังจากนั้น 6 ชั่วโมงที่ดื่มน้ำอัดลมหมด
โดยเขาได้แจ้งกับแพทย์ว่าเขาได้ดื่มน้ำอัดลมขนาด 1.5 ลิตร หมดอย่างรวดเร็ว เพื่อคลายร้อน เนื่องจากในวันนั้นอากาศร้อนมาก ในตอนนั้นแพทย์พบว่าเขามีสัญญาณที่น่าเป็นห่วงหลายอย่าง มีอัตราการเต้นของหัวใจสูง ความดันโลหิตต่ำ และหายใจเร็ว

และผลจากซีทีสแกน ก็พบว่า ชายหนุ่มรายนี้มีอาการปอดบวม มีแก๊สผิดปกติที่ผนังลำไส้และหลอดเลือดดำพอร์ทัล ซึ่งเป็นหนึ่งในหลอดเลือดหลักของตับ ปริมาณออกซิเจนต่ำ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดเลือดในตับเฉียบพลัน ทีมแพทย์พยายามช่วยลดปริมาณแก๊สออกจากระบบย่อยอาหาร ให้ยาเพื่อช่วยรักษาตับ และคงสภาพการทำงานอื่น ๆ ของร่างกายที่ได้รับความเสียหาย
ทว่าหลังจากผ่านไป 12 ชั่วโมง ผลการตรวจเลือดพบว่า ตับของคนไข้ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และหลังจากการรักษาผ่านไป 18 ชั่วโมง อาการของเขาทรุดหนัก และเสียชีวิตในที่สุด โดยแพทย์ได้กล่าวว่าการบริโภคอย่างรวดเร็วของหนุ่มจีนรายนี้ ทำให้เกิดการสะสมของก๊าซในร่างกายของเขา ซึ่งทำให้ตับของเขาขาดออกซิเจนและในที่สุดก็คร่าชีวิต

แต่ด้านศาสตราจารย์นาธาน เดวีส์ นักชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน กลับเห็นต่างออกไปแลคิดว่าน้ำอัดลมขนาด 1.5 ลิตร ไม่น่าจะใช่ตัวการหลักที่ทำให้ชายหนุ่มเสียชีวิตลงอย่างรวดเร็วขนาดนี้ เพราะโดยปกติอาการที่เกิดขึ้นกับชายหนุ่มคนนี้ จะเกิดขึ้นจากแบคทีเรียที่เดินทางจากทางเดินอาหารปกติไปยังที่ที่ไม่ควรเป็น
และศาสตราจารย์เดวีส์ยังกล่าวว่า แม้การบริโภคน้ำอัดลมปริมาณมากอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องแก๊สในร่างกาย แต่การส่งผลกระทบต่อร่างกายจนถึงแก่ชีวิตแบบเฉียบพลันในลักษณะนี้ จำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่าในรายงาน จึงจะสามารถสรุปสาเหตุที่แน่ชัด

ที่มา : dailymail