อินโดนีเซีย ประกาศ ‘เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 200%’ กันร้านค้ารายย่อยในประเทศเจ๊ง ด้านกลุ่มผู้นำเข้าเห็นต่าง บอกรัฐฯควรหาทางแก้ที่ดีกว่านี้
‘จีน’ กลายเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก และมีอิทธิพลในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องกำลังการผลิตสินค้า ทำให้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศจีนมีราคาถูก หลาย ๆ คนจึงเลือกทำธุรกิจโดยซื้อสินค้าจากจีน เพื่อประหยัดต้นทุน
แต่ปัจจุบัน จีน ได้เข้าไปตีตลาดทั่วโลกด้วยตัวเอง กล่าวคือ ไม่ต้องมีตัวกลางในการช่วยกระจายสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าจากจีนได้ในราคาที่ถูกเสมือนซื้อราคาส่ง แน่นอนว่ากระทบกับผู้ค้ารายย่อยภายในประเทศนั้น ๆ เป็นอย่างมาก เพราะลูกค้าก็จะเลือกซื้อสินค้าที่ราคาถูกกว่า
ล่าสุดประเทศอินโดนีเซีย ได้ประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนสูงถึง 200 เปอร์เซ็นต์ เพื่อปกป้องวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมของประเทศ
ซุลกิฟลี ฮาซาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า กล่าวว่า “ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทำให้จีนไม่สามารถส่งสินค้าส่วนเกินไปให้ประเทศตะวันตกหลายประเทศได้
ส่งผลให้จีนเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกไปยังตลาดอื่น เช่น อินโดนีเซีย ซึ่งคุกคามธุรกิจขนาดเล็กของประเทศและอาจทำให้ล่มสลาย
สหรัฐฯ สามารถเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเซรามิกและเสื้อผ้าได้ถึง 200 เปอร์เซ็นต์ และเราเองก็สามารถทำได้เช่นกัน เพื่อให้แน่ใจว่า ธุรกิจรายย่อย และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของเราจะสามารถอยู่รอดและเติบโตได้”
คณะกรรมการคุ้มครองการค้าของอินโดนีเซียจะเป็นผู้กำหนดระดับของภาษีศุลกากรและประเภทของสินค้า โดยจะเรียกเก็บภาษี 100 – 200 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้นำเข้าอินโดนีเซียได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแผนที่จะมีการเก็บอากรนำเข้า 200% สำหรับสินค้าจากจีนและเตือนว่าการกระทำนี้จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการลอบนำเข้าสินค้าแบบผิดกฎหมาย
ประธานสมาคมผู้นำเข้าอินโดนีเซีย (GINSI) นาย สุบันดิ กล่าวว่า “ถ้าสินค้าจีนถูกเก็บอากรนำเข้า 200% นั้นก็จะไม่ต่างอะไรกับการปิดการค้า รัฐบาลต้องตรวจสอบและศึกษาว่าทำไมสินค้าของอินโดนีเซียถึงแพงกว่า ซึ่งเป็นผลให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าที่ถูกกว่านั่นคือสินค้านำเข้า”
ที่มา: thediplomat , ditp


