วันที่ 14 เม.ย. เดอะซันรายงานว่า กระทรวงกลาโหมอังกฤษ ประกาศความสำเร็จในภารกิจโจมตีร่วมกับสหรัฐและฝรั่งเศส โดยฝูงบินทิ้งระเบิดรุ่น จีอาร์4 ทอร์นาโด เข้าโจมตีโรงงานดังกล่าวเหนือหุบเขาคาสซุนในกรุงดามัสกัส จนเกิดไฟลุกท่วมท้องฟ้าเป็นทะเลเพลิง โดยการโจมตีเริ่มขึ้นในเวลาตีสองตามเวลาท้องถิ่นของอังกฤษ ฝูงบินดังกล่าวใช้ขีปนาวุธรุ่น สตอร์ม ชาโดว์ ซึ่งเป็นจรวดพิสัยไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ทำให้ฝูงบินของอังกฤษอยู่ในระยะปลอดภัยจากระบบต่อต้านอากาศยานทั้งของรัสเซียและซีเรีย
กระทรวงกลาโหมอังกฤษ ระบุว่า ข่าวกรองและข้อมูลจำนวนมากบ่งชี้ว่าทางการซีเรียเป็นผู้รับผิดชอบต่อการโจมตีพลเรือนด้วยอาวุธเคมีที่เมืองดูมา ลักษณะพฤติกรรมเช่นนี้จำเป็นต้องได้รับการหยุดยั้ง โดยปฏิบัติการโจมตีของทางการอังกฤษนั้นถือว่าเหมาะสม เพราะเล็งเป้าหมายไปที่แสนยานุภาพทางเคมีของกองทัพซีเรียโดยเฉพาะ และป้องปรามการนำอาวุธดังกล่าวมาใช้อีกในอนาคต
พลเอกกาวิน วิลเลียมสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอังกฤษ กล่าวว่า การโจมตีด้วยอาวุธเคมีในเมืองดูมาเป็นอีกข้อบ่งชี้หนึ่งถึงความชั่วร้ายของทางการซีเรียที่กระทำต่อประชาชนของตัวเอง
“อังกฤษจะไม่ยอมทนนิ่งเฉยขณะที่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ เด็กและสตรี ต้องถูกสังหารและถูกทำให้ทนทุกข์ทรมาน บัดนี้ ประชาคมโลกได้ตอบโต้อย่างเด็ดขาดบนหลักการแห่งกฎหมาย ด้วยการใช้กำลังทหารอย่างเหมาะสม ขอให้การมาตรการตอบโต้ของประชาคมโลกในครั้งนี้เป็นสัญญาณที่กระจ่างชัดไปยังรัฐบาลซีเรีย ว่าการใช้อาวุธเคมีนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และผู้อยู่เบื้องหลังจะต้องถูกนำตัวมารับโทษ” พล.อ.วิลเลียมสัน ระบุ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมของรัสเซีย ยืนยันว่า กองทัพรัสเซียยังไม่ได้ใช้ระบบต่อต้านขีปนาวุธ รุ่น เอส-300 และเอส-400 หนึ่งในระบบต่อต้านขีปนาวุธและอากาศยานที่ทันสมัยที่สุดในโลก ซึ่งติดตั้งไว้ในซีเรียเพื่อสกัดกั้นขีปนาวุธของสหรัฐและชาติพันธมิตร

