สาวนึกว่าเยื่อบุตาอักเสบ แพทย์ชี้ป่วยม่านตาอักเสบเฉียบพลัน เกือบตาบอด ความดันในตาพุ่งสูงกว่าปกติ 3 เท่า
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน หญิงวัย 40 ปี นามสกุลหวัง ซึ่งทำงานออฟฟิศในไต้หวัน สังเกตว่าตาซ้ายมีอาการแดง จึงเข้าใจว่าเป็นเพียงเยื่อบุตาอักเสบ (ตาแดง) และซื้อยาหยอดตาแบบน้ำตาเทียมมาใช้เอง แต่หลังจากนั้นอาการกลับไม่ดีขึ้น
แถมรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกปวดรอบดวงตา ปวดหัว และมองเห็นไม่ชัด เนื่องจากเธอเป็นคนสายตาสั้นมาก จึงกังวลว่าจะเป็นโรคต้อหิน จึงรีบไปพบจักษุแพทย์ สุดท้ายตรวจพบว่าเธอป่วยเป็น “ม่านตาอักเสบเฉียบพลัน (Acute Iritis / Acute Iridocyclitis)” และมีความดันในลูกตาสูงกว่าปกติถึง 3 เท่า หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจทำลายการมองเห็นถาวรได้

แพทย์เหอ อีหาว (Ho Yi-Hao) จากแผนกจักษุ โรงพยาบาลฉางอัน (Chang-An Hospital) เปิดเผยว่า ตอนเข้ารับการตรวจ ความดันในตาซ้ายของผู้ป่วยสูงถึง 45.7 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับอันตรายเกือบสามเท่าของตาขวา จึงต้องรีบฉีดยาเพื่อลดความดันในตาทันที พร้อมให้ยารับประทานและยาหยอดตาร่วมกัน หลังจากรักษาได้หนึ่งวัน ความดันในตากลับสู่ค่าปกติ และตรวจพบว่าไม่มีความเสียหายของเส้นประสาทตา ปัจจุบันควบคุมอาการได้ดีด้วยการใช้ยาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
แพทย์เหออธิบายว่า ม่านตาอักเสบเฉียบพลัน เป็นการอักเสบของม่านตา (Iris) อย่างเฉียบพลัน อาการทั่วไปได้แก่ ตาแดง ปวดตา แพ้แสง และมองเห็นไม่ชัด โดยมักเกิดเพียงข้างเดียว สาเหตุยังไม่แน่ชัด แต่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune disease) หรือสิ่งกระตุ้นอย่างความเครียดและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ในระหว่างอักเสบ หากเซลล์อักเสบไปอุดช่องทางระบายน้ำในตา จะทำให้ความดันในตาพุ่งสูง และเสี่ยงเกิดโรคร่วมรุนแรง เช่น ต้อหิน ต้อกระจก หรือการสูญเสียการมองเห็นถาวร

แพทย์ย้ำว่า โรคม่านตาอักเสบมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นตาแดงธรรมดา แต่แตกต่างกันตรงที่ม่านตาอักเสบจะไม่มีขี้ตาเยอะ แต่จะมีอาการปวดตาและแพ้แสงมาก อีกทั้งไม่ใช่โรคติดต่อ การใช้ยาหยอดตาทั่วไปหรือยาน้ำตาเทียมรักษาเองอาจทำให้อาการลุกลามและเสียโอกาสรักษา
แนวทางการรักษาม่านตาอักเสบเฉียบพลัน แพทย์ระบุว่า ต้องรักษาแบบควบคู่กันสองทาง ได้แก่
- ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ
- เฝ้าระวังและควบคุมระดับความดันในตาอย่างใกล้ชิด หากจำเป็นอาจใช้ยาขยายม่านตาเพื่อป้องกันการยึดติด
- ระหว่างม่านตากับเลนส์ตา
แพทย์เหอเตือนเพิ่มเติมว่า หากมีอาการตาแดงข้างเดียว ปวดตา แพ้แสง หรือมองเห็นไม่ชัด ควรรีบพบจักษุแพทย์โดยเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่มีสายตาสั้นมาก มีประวัติต้อหินในครอบครัว หรือใช้สายตาหนักเป็นเวลานานควรตรวจตาเป็นประจำ มีเวลาพักสายตา และนอนหลับให้เพียงพอ เพราะการดูแลอย่างสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญในการปกป้องสายตาให้อยู่กับเราไปนาน ๆ