อ.จตุรงค์ พ้อเหมือนถูกหลอกใช้ ข้อเท็จจริง ทนายแก้ว-สาว18 ไม่ตรงกัน คลาดเคลื่อนหลายประเด็น เผยนาทีเจรจาอารมณ์เดือด คาด 4 ข้อที่ดร.มนต์ชัยกลัว

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 23 ม.ค.2569 อาจารย์จตุรงค์ จงอาษา อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการ ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรณี ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ ทนายแก้ว ว่า ตนไม่ได้เป็นฝ่ายติดต่อไปหาพ่อของเด็กผู้เสียหาย แต่เป็นฝ่ายทนายแก้วที่โทรศัพท์มาหาตนเองก่อน

พร้อมย้ำว่า ไม่รู้จักกับพ่อของเด็กเป็นการส่วนตัว รู้จักกันเพียงผ่านทนายความส่วนตัวที่ใช้คนเดียวกัน แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นจากการพูดคุยในวงสังคมและวงสังสรรค์ ที่มีพ่อของเด็กอยู่ในวงดังกล่าวด้วย เรื่องที่รับรู้จึงเป็นลักษณะการพูดคุยในวงกว้างและถูกส่งต่อกันมา ก่อนที่ตนจะโพสต์ข้อความในลักษณะ “หยั่งเชิง”

ทนายแก้ว-สาว18

อ.จตุรงค์ พ้อเหมือนถูกหลอกใช้ ข้อเท็จจริง ทนายแก้ว-สาว18 ไม่ตรงกัน คลาดเคลื่อนหลายประเด็น เผยนาทีเจรจาอารมณ์เดือด

หลังจากโพสต์ดังกล่าว ทนายแก้ว ได้โทรศัพท์มาขอร้องด้วยถ้อยคำสุภาพ จึงตัดสินใจลบโพสต์ออก โดยในขณะนั้นยังไม่มีเพจข่าวใด ๆ นำไปขยายผล

แต่ภายหลังกลับถูกโจมตีอย่างหนัก ทั้งตนเองและ “หนุ่ม กรรชัย” ทั้งที่ไม่ได้ปกป้องทนายแก้ว เพียงยืนยันให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมย้ำว่า หนุ่ม กรรชัย ได้กำชับให้ตนทำหน้าที่เป็นคนกลางอย่างตรงไปตรงมา หากทนายแก้วทำผิดก็ต้องรับผิดชอบเอง

ในประเด็นการติดต่อกับครอบครัวผู้เสียหาย อาจารย์จาตุรงค์ ยืนยันว่า ไม่เคยโทรศัพท์หาพ่อของเด็ก มีเพียงการติดต่อผ่านข้อความแชทเท่านั้น และยอมรับว่าข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายมีความคลาดเคลื่อนกันหลายประเด็น

โดยเฉพาะคำให้การของทนายแก้วที่ไม่สอดคล้องกัน ระหว่างการพูดคุยในชั้นไกล่เกลี่ยกับการแถลงข่าวภายหลัง ทั้งเรื่องการ “ป้อนข้าว” และการ “กอด หอม จูบ” รวมถึงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งตนในฐานะคนกลางเห็นว่าเนื้อหาที่ให้สัมภาษณ์ไม่ตรงกับสิ่งที่เคยยืนยันก่อนหน้า

ทนายแก้ว-สาว18

อาจารย์จตุรงค์ จงอาษา อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการ ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร ชี้

ในช่วงที่ทำหน้าที่คนกลาง ตนเป็นผู้ประสานให้ทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน โดยยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายมีอารมณ์และความรู้สึกค่อนข้างรุนแรง ทนายแก้วอยู่ในสภาพเครียดอย่างหนัก โทรศัพท์มาหาทุกวัน ขณะที่พ่อของเด็กผู้เสียหายมีอารมณ์พลุ่งพล่าน ส่วนตัวลูกสาวมีภาวะซึมเศร้าทุกครั้งที่เห็นทนายแก้วปรากฏตัวในสื่อ ทำให้ตนต้องอธิบายว่าเป็นภาพเทปเก่า

เรื่องการเจรจาเรื่องเงิน อาจารย์จตุรงค์ เปิดเผยว่า ตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ตั้งแต่ 2 ล้านบาท ไปจนถึง 2.5 ล้านบาท แต่ก็เคยจะจบที่ 3 ล้านบาท โดยส่วนตัวมองว่าฝ่ายครอบครัวเด็กไม่ได้ต้องการเงินเป็นหลัก แต่ต้องการให้ทนายแก้วได้รับผลกระทบและได้รับความเดือดร้อน รวมถึงรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น

พร้อมมองว่า “เงินเป็นเพียงข้อแม้” และเป็นความรู้สึกแค้นที่ต้องการความยุติธรรมและความสะใจมากกว่า เนื่องจากว่าพ่อของเด็กเคยรักมากและเป็นแฟนคลับตัวยงทนายแก้วเป็นอย่างมาก เมื่อถึงเวลาแตกหักจึงเกลียดมาก รู้สึกโกรธแค้น จึงต้องการที่จะทำลาย

อาจารย์จตุรงค์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ทราบมาก่อนว่าทนายส่วนตัวพ่อของเด็กหญิงได้เข้าแจ้งความแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการรับปากว่าจะบอกล่วงหน้า เพื่อให้ทนายแก้วได้เตรียมความพร้อม แต่ก็ยอมรับว่าทนายแก้วให้ตนติดต่อฝ่ายพ่อของเด็กหญิงบ่อย จนทำให้ภาพลักษณ์ของตนเริ่มถูกมองว่าเป็นคนของทนายแก้ว จนไม่สามารถทำหน้าที่คนกลางได้อย่างบริสุทธิ์ใจอีกต่อไป

ตนย้ำมาตั้งแต่ต้นว่าข้อเท็จจริงของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน อีกทั้งหลักฐานสำคัญก็ไม่มีทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคลิปเสียงกล้องหน้ารถ หรือแชทข้อความที่ถูกลบไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถชี้ชัดข้อเท็จจริงได้

ท้ายที่สุด อาจารย์จตุรงค์ ระบุว่า หลังจากฝ่ายหญิงแจ้งความแล้ว ตนไม่แน่ใจว่าจะสามารถพูดคุยหรือทำหน้าที่คนกลางต่อไปได้หรือไม่ และมีแนวโน้มจะยุติบทบาท เนื่องจากทั้งสองฝ่ายอาจไม่ต้องการตนเองแล้ว อีกทั้งยังรู้สึกถูกหลอกใช้

ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ “เข็ด” กับการเป็นคนกลาง และมองว่า แม้จะพยายามเปิดเวทีให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันแล้ว แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็ถือได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องราวนี้ก็เชื่อว่าทุกอย่างจะไปจบที่ศาล

อ.จตุรงค์ เผย สิ่งที่ ทนายแก้ว กังวลคือ

  1. กลัวกฎหมาย
  2. กลัวที่ทำงานคือสภาทนายความ
  3. กลัวภรรยา
  4. กลัวลูกสาวที่โตแล้ว

ซึ่งที่ผ่านมาตนก็มองว่าทนายเสียทรงและไม่เป็นตัวเอง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน