กระทรวงการคลัง จ่อชง ครม.ชุดใหม่นัดแรก ขยายเพดานกู้กองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้านบาท ตรึงดีเซล

วันที่ 31 มี.ค. 2569 ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นถึง 300-400% จากระดับกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด วิกฤติครั้งนี้มีความผันผวนสูงและไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าสงครามจะจบลงเมื่อใด รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมในทุกสถานการณ์ รวมถึงพยายามจัดหาน้ำมันหรือซื้อล่วงหน้าเข้ามาให้มากที่สุด ในขณะที่หลายประเทศเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนและต้องแย่งกันซื้อน้ำมัน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับมือกับความผันผวนและเยียวยาผลกระทบดังกล่าว รัฐบาลได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยจะเปลี่ยนแนวทางจากการนำเงินไปอุดหนุนที่ราคาน้ำมันเป็นการเข้าไปอุดหนุนแบบเจาะจงที่ตัวบุคคลแทน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีจำนวนกว่า 13.4 ล้านคน

ซึ่งมาตรการเยียวยาต่างๆ จะถูกนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ในนัดแรกทันที

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวอธิบายว่า สำหรับการดูแลผลกระทบด้านราคาน้ำมันในประเทศนั้น รัฐบาลมีเครื่องมือสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิต

“หากไม่มีการแทรกแซงราคาจากภาครัฐเลย ราคาน้ำมันดีเซลในปัจจุบันจะสูงถึง 59 บาทต่อลิตร แต่ด้วยการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันที่เข้าไปช่วยอุดหนุนราคาในอัตราถึง 19 บาทต่อลิตร ทำให้ประชาชนยังคงซื้อน้ำมันได้ในราคาเพียง 40 บาทเศษ”

ทั้งนี้ การพิจารณาลดภาษีน้ำมันอยู่ที่การตัดสินใจว่าจะใช้สัดส่วนของกองทุนน้ำมันเท่าใดและลดภาษีเท่าใด จึงเป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่ ครม. ชุดใหม่จะต้องนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดราคาสุดท้ายที่ต้องการดูแล

นายลวรณ กล่าวว่า เพื่อให้กองทุนมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการรับมือวิกฤติ ทางกองทุนน้ำมันได้ทำเรื่องเสนอขอให้กระทรวงการคลังเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ในวงเงิน 150,000 ล้านบาท โดยการดำเนินการดังกล่าวจะต้องมีการออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อขยายเพดานการก่อหนี้ของกองทุน ซึ่งจากเดิมกฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 40,000 ล้านบาท ให้ขยับขึ้นเป็น 150,000 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 1 ปี หลังจากนั้นจะมีการเสนอพระราชกำหนดค้ำประกันเงินกู้โดยกระทรวงการคลัง

โดยวงเงินกู้ดังกล่าวจะถูกนับเป็นหนี้สาธารณะด้วย จากปัจจุบันที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 66% จากกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไท้เกิน 70% ต่อจีดีพี ซึ่งยังมีพื้นที่ในการกู้เงินอีกราว 3 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เพื่อให้กองทุนมีกระสุนในการรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ทันที

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน