เปิดคำพิพากษา จำคุก 50 ปี ‘ทิดแย้ม-สีกาเก็น’ ให้ชดใช้คืนเงินวัดไร่ขิงคนละ 27 ล้าน ด้านจำเลยที่ 4 ยกฟ้อง คุกจำเลยที่ 3 นาน 12 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 5 โดน 8 ปี 8 เดือน

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อท.1444/2568 ระหว่างพนักงานอัยการสำนักอัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยคือ นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า หรือทิดแย้ม อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จำเลยที่ 1 น.ส.อรัญญาวรรณ วังทะพันธุ์ หรือสีกาเก็น จำเลยที่ 2 นางพชพร พัศรายุวัตร หรือเตย จำเลยที่ 3 นายฉัตรชัย อินทร์มี จำเลยที่ 4 และนายเอกพจน์ ภูฆัง หรืออดีตพระมหาเอกพจน์ จำเลยที่ 5

เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 มาตรา 10 และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินจำนวน 28,050,000 บาท

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 45 และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และไม่มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

ระหว่างวันที่ 15 มี.ค.2564 ถึงวันที่ 16 ก.ย.2567 จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่ตนมีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย เบียดบังยักยอกโดยการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย 9 บัญชี โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุน จำนวน 20 กรรม รวมเป็นเงิน 28,050,000 บาท

จำเลยทั้ง 5 ร่วมสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินอันได้จากการกระทำความผิดมูลฐานจำนวนหลายครั้งเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน โดยมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิด กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิง จะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของวัดหรือลูกจ้างของวัด เบิกถอนเงินหรือโอนเงินจากบัญชีของวัดเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 2 จะร่วมกับจำเลยที่ 3-5 ในการผ่องถ่ายเงินของวัด โดยการโอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2-5 โดยมีเส้นทางการเงินปลายทางคือบัญชีฝากเงินของจำเลยที่ 2

นอกจากนี้ เมื่อระหว่างวันที่ 21 มี.ค.2566 ถึงวันที่ 16 ก.ย.2567 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาให้ยืมสมุดบัญชีเงินฝาก ชื่อบัญชี นายฉัตรชัย และบัตรกดเงินสด (บัตรเอทีเอ็ม) ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมรหัสกดเงินของจำเลยที่ 4 มอบให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่น

เหตุเกิดที่ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และแขวงใด เขตใดไม่ปรากฏชัด กรุงเทพมหานคร หลายท้องที่ต่อเนื่องและเกี่ยวพันกัน

ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 10 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินจำนวน 28,050,000 บาท ที่ได้เบียดบังยักยอกเอาไป ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงฟ้องข้อ 2.40 ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่วัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย

และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เรียงติดต่อเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 5972/2568 ของศาลอาญา และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 5 ในคดีนี้เรียงติดต่อเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1578/2568 ของศาลอาญา

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ต่อมาขอถอนคำให้การปฏิเสธ เปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่

ทางการไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของวัดไร่ขิงเป็นผู้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิงผู้เสียหาย และโอนเงินหรือนำฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำนวน 20 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 28,050,000 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 โอนเงินไปยังบัญชีของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 หลายครั้ง

แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่ในการไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าได้ประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนกระทำความผิด

ในการพิจารณาว่าการกระทำใดของจำเลยคนใดเป็นการกระทำความผิด จึงต้องพิจารณาเป็นรายกระทงไป และได้ความว่า บางครั้งจำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 โดยตรง และบางครั้งก็โอนเงินผ่านจำเลยที่ 3 และที่ 5 โดยมีบัญชีรับโอนปลายทางคือบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 19 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 27,450,000 บาท

แม้จำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้ว่า เงินที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนจากจำเลยที่ 1 มาจากการที่จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 แต่จากพยานหลักฐานรับฟังน่าเชื่อว่า สัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาแสดงทำขึ้นภายหลังเพื่อกลบเกลื่อนการกระทำความผิดฐานยักยอกเงินของวัดไร่ขิงผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

นอกจากนี้ เมื่อระหว่างวันที่ 21 มี.ค.2566 ถึงวันที่ 16 ก.ย.2567 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาให้ยืมสมุดบัญชีเงินฝากชื่อบัญชี นายฉัตรชัย และบัตรกดเงินสด (บัตรเอทีเอ็ม) ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมรหัสกดเงินของจำเลยที่ 4 มอบให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่น

เหตุเกิดที่ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และแขวงใด เขตใดไม่ปรากฏชัด กรุงเทพมหานคร หลายท้องที่ต่อเนื่องและเกี่ยวพันกัน

ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 10 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินจำนวน 28,050,000 บาท ที่ได้เบียดบังยักยอกเอาไป ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงฟ้องข้อ 2.40 ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่วัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย

และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เรียงติดต่อเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 5972/2568 ของศาลอาญา และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 5 ในคดีนี้เรียงติดต่อเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1578/2568 ของศาลอาญา

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ต่อมาขอถอนคำให้การปฏิเสธ เปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่

ทางการไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของวัดไร่ขิงเป็นผู้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิงผู้เสียหาย และโอนเงินหรือนำฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำนวน 20 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 28,050,000 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 โอนเงินไปยังบัญชีของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 หลายครั้ง

แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่ในการไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าได้ประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนกระทำความผิด

ในการพิจารณาว่าการกระทำใดของจำเลยคนใดเป็นการกระทำความผิด จึงต้องพิจารณาเป็นรายกระทงไป และได้ความว่า บางครั้งจำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 โดยตรง และบางครั้งก็โอนเงินผ่านจำเลยที่ 3 และที่ 5 โดยมีบัญชีรับโอนปลายทางคือบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 19 ครั้ง รวมเป็นเงิน 27,450,000 บาท

แม้จำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้ว่า เงินที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนจากจำเลยที่ 1 มาจากการที่จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 แต่จากพยานหลักฐานรับฟังน่าเชื่อว่า สัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาแสดงทำขึ้นภายหลัง เพื่อกลบเกลื่อนการกระทำความผิดฐานยักยอกเงินของวัดไร่ขิงผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 รวม 19 กรรม

ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มิได้เป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนรวม 18 กรรม จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม และจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนรวม 2 กรรม

ส่วนจำเลยที่ 4 ในทางการไต่สวนไม่ปรากฏว่ามีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยทั้ง 5 สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกันหรือไม่

เห็นว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนหลายครั้งหลายคราว อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (5) (18)

ทางการไต่สวนปรากฏว่า หลังจากจำเลยที่ 1 เบียดบังเงินของวัดไร่ขิงผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 1 ได้โอน เปลี่ยนบัญชี ครอบครอง และใช้ทรัพย์สินนั้น ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5

โดยจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฟอกเงินเพียงลำพังจำนวน 1 กรรม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกันรวม 13 กรรม จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดรวม 3 กรรม และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดรวม 2 กรรม

ส่วนจำเลยที่ 4 ในทางไต่สวนรับฟังไม่ได้ว่าได้ร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใดหรือไม่

ในการไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 สั่งการให้จำเลยที่ 4 ไปพบจำเลยที่ 1 ที่กุฏิ อ้างว่าประสงค์จะได้บัญชีธนาคารพร้อมบัตรกดเงินสดเพื่อใช้เก็บเงินส่วนตัวจากกิจนิมนต์ต่าง ๆ อันเป็นเงินเก็บส่วนตัวไว้ต่างหากจากเงินของวัดไร่ขิง แล้วจะคืนสมุดบัญชีและบัตรกดเงินสดให้ภายหลัง โดยจำเลยที่ 4 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 นำสมุดบัญชีและบัตรกดเงินสดไปใช้ในการกระทำความผิด จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งห้าต้องร่วมกันคืนเงินจำนวน 28,050,000 บาท ให้แก่วัดไร่ขิงหรือไม่ เพียงใด

จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น รวม 19 กรรม เป็นเงิน 27,950,000 บาท

จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว จำนวน 18 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงินจำนวน 27,450,000 บาท

จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงินจำนวน 2,850,000 บาท

จำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนจำนวน 2 กรรม รวมเป็นเงินจำนวน 5,100,000 บาท จึงต้องร่วมกันคืนเงินแก่วัดไร่ขิง

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2) (3),60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ลงโทษจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 ปี 12 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน

ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 27,950,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมคืนเงินจำนวน 27,450,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมคืนเงิน 2,850,000 บาท และให้จำเลยที่ 5 ร่วมคืนเงินจำนวน 5,100,000 บาท แก่วัดไร่ขิง ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน