สธ.จับตา อีโบลา ยันรับมือได้ พบคนจาก คองโก-อูกันดา 126 ราย สั่งสังเกตอาการแล้ว หลังตรวจสอบย้อนหลัง 21 วัน ย้ำสายการบิน ต้องรับผิดชอบ หากพบผู้โดยสารเสี่ยง แต่ยังให้เข้าประเทศจนเชื้อระบาด

วันที่ 22 พ.ค.69 ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคไวรัสอีโบลา ว่า โรคอีโบลาไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีการระบาดในทวีปแอฟริกามาอย่างต่อเนื่อง โดยพบการระบาดหลายระลอกตั้งแต่ปี 2557, 2559 และ 2565

ล่าสุดในปี 2569 พบการระบาดของเชื้ออีโบลาสายพันธุ์ “บุนดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบไม่บ่อย ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ โดยข้อมูล ณ วันที่ 17 พ.ค. มีผู้ป่วยสงสัยกว่า 250 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับโรคแล้วราว 160 ราย ทำให้ทั่วโลกต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันโรคอีโบลาในปี 2569

พญ.จุไร กล่าวว่า โรคอีโบลาเป็นโรคในกลุ่มไข้เลือดออกจากไวรัส หรือ Viral Hemorrhagic Fever ซึ่งต่างจากโรคไข้เลือดออกที่พบในไทย โดยเชื้ออีโบลาอยู่ในตระกูลฟิโลไวรัส และพบการระบาดส่วนใหญ่ในแอฟริกา ทั้งนี้ ผู้ป่วยอีโบลามักมีอาการรุนแรง จึงมีโอกาสเดินทางออกนอกพื้นที่ระบาดได้น้อย ทำให้การแพร่ระบาดยังจำกัดอยู่ในทวีปแอฟริกาเป็นหลัก

“ต้นตอของโรคเริ่มจากสัตว์สู่คน โดยมีค้างคาวกินผลไม้เป็นแหล่งรังโรค ก่อนแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด หรือสิ่งปนเปื้อนจากผู้ป่วย ไม่ได้แพร่ทางไอ จาม หรือละอองฝอยแบบโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ จึงแพร่กระจายได้ช้ากว่า” พญ.จุไร กล่าว

พญ.จุไร กล่าวว่า อัตราการแพร่เชื้อเฉลี่ยของอีโบลาอยู่ที่ประมาณ 1.95 หมายความว่าสามารถระบาดได้ แต่ต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิด โดยปัจจุบันมีอีโบลา 6 สายพันธุ์ และมี 4 สายพันธุ์ที่ก่อโรคในมนุษย์ สายพันธุ์ที่ระบาดต่อเนื่องก่อนหน้านี้คือ “ซาอีร์” ซึ่งมียาและวัคซีนแล้ว แต่สายพันธุ์ “บุนดิบูเกียว” ที่กำลังระบาดยังไม่มียาหรือวัคซีน

คาดว่าการพัฒนาวัคซีนอาจใช้เวลาอย่างน้อย 3-9 เดือน ทั้งนี้ ระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 2-21 วัน อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย อาเจียน และท้องเสีย ก่อนพัฒนาไปสู่อาการรุนแรง เช่น ภาวะเลือดออกผิดปกติ โดยอัตราเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 40-80%

พญ.จุไร กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และพบผู้ป่วย 2 รายในอูกันดาที่มีประวัติเดินทางจากคองโก องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 แม้ยังไม่ถึงระดับการระบาดใหญ่ทั่วโลก หรือ Pandemic แต่ไทยได้ยกระดับเฝ้าระวังแล้ว

“กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐอูกันดา เป็นเขตติดโรคอีโบลา มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 21 พฤษภาคม เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมป้องกันโรค ทั้งการคัดกรองผู้เดินทาง การเฝ้าระวังที่สนามบิน สถานพยาบาลทั่วประเทศ รวมถึงเตรียมทีมสอบสวนโรคและห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อ” พญ.จุไร กล่าว

ขณะที่ นพ.โรม บัวทอง รักษาการนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กล่าวว่า หลังประกาศเขตติดโรค ผู้เดินทางทุกคนจาก 2 ประเทศดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ ต้องเข้ารับการคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคเมื่อเดินทางเข้าประเทศไทย

ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงต้องลงทะเบียนแบบฟอร์มสุขภาพ หรือ Health Declaration ผ่านระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) ล่วงหน้า พร้อมให้สายการบินส่งข้อมูลผู้โดยสารมายังกรมควบคุมโรคล่วงหน้าก่อนเครื่องลง เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ารับตัวและประเมินความเสี่ยงทันทีที่เดินทางถึงประเทศไทย

“หากพบผู้เดินทางมีอาการป่วย จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลทันที ส่วนผู้มีความเสี่ยงสูง เช่น เป็นผู้สัมผัสผู้ป่วย จะถูกส่งเข้ากักกันโรคทันที ขณะที่ผู้เดินทางทั่วไปจากพื้นที่เสี่ยง จะถูกติดตามอาการและวัดไข้ทุกวันเป็นเวลา 21 วัน” นพ.โรม กล่าว

นพ.โรม กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีมาตรการดูแล 3 ระดับ ได้แก่ 1.เฝ้าสังเกตอาการ ผู้เดินทางสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่เจ้าหน้าที่จะติดตามอาการทุกวัน 2.กักกันโรค สำหรับผู้มีความเสี่ยงสูง โดยเตรียมศูนย์กักกันที่สถาบันบำราศนราดูร รองรับได้ 60 ห้อง 90 คน และ 3.แยกกักรักษา สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยทันทีที่เดินทางถึงประเทศ

นพ.โรม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา มีผู้เดินทางจาก 2 ประเทศรวม 5 คน แบ่งเป็นจากอูกันดา 4 คน และคองโก 1 คน โดยปลายทางอยู่ในกรุงเทพมหานครทั้งหมด และเจ้าหน้าที่ได้ส่งข้อมูลให้สำนักงานสาธารณสุขติดตามอาการครบ 21 วันแล้ว

“ย้อนหลัง 21 วันที่ผ่านมา มีผู้เดินทางจาก 2 ประเทศรวม 126 คน ส่วนใหญ่เข้าทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และมีประมาณ 6-7 คนต่อวัน ถือว่าเป็นจำนวนที่ไทยยังสามารถบริหารจัดการได้” นพ.โรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีสายพันธุ์ที่กำลังระบาดยังไม่มียาและวัคซีน ประเทศไทยมีการเตรียมพร้อมอย่างไร พญ.จุไร กล่าวว่า ยาและวัคซีนที่มีอยู่ปัจจุบันใช้กับสายพันธุ์ซาอีร์ ไม่ใช่สายพันธุ์บุนดิบูเกียวที่กำลังระบาด ดังนั้นไทยยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับสายพันธุ์ดังกล่าว แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยอีโบลาจะมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถเดินทางได้ง่าย อีกทั้งมีการคัดกรองตั้งแต่ต้นทางโดยสายการบินอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากผู้เดินทางไม่ได้บินตรงจาก 2 ประเทศเสี่ยง แต่แวะประเทศอื่นก่อนเข้าประเทศไทย จะสามารถหลุดจากระบบคัดกรองหรือไม่ นพ.โรม กล่าวว่า เป็นข้อจำกัดที่ยอมรับได้ว่าอาจมีบางกรณีหลุดจากระบบ

หากเป็นการซื้อตั๋วคนละบุ๊กกิ้ง (Booking) และพักในประเทศที่ 3 ก่อนเดินทางเข้าไทย แต่ไทยได้ขอความร่วมมือสายการบินและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ช่วยตรวจสอบประวัติการเดินทาง รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงแจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า หากมีผู้ติดเชื้อเดินทางเข้ามาแล้วเกิดการแพร่ระบาด สายการบินต้องรับผิดชอบหรือไม่ นพ.โรม กล่าวว่า หากสายการบินทราบข้อมูลความเสี่ยงหรืออาการป่วยของผู้โดยสารแล้ว แต่ยังอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศจนเกิดการระบาด สายการบินต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการควบคุมโรคทั้งหมด แต่หากเป็นเหตุสุดวิสัย อาจต้องพิจารณารายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน