ศาลมีคำสั่งออกหมายจับ อดีตทนายความดัง หนีฟังคำพิพากษาฎีกา คดีโกงเงิน 3 ล้าน-ฟ้องกลั่นแกล้งแม่ เบนซ์ เรซซิ่ง ลั่นคนอย่างนี้ไม่ควรมีที่ยืนในสังคม
เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.3452/2562 ที่นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายศิวาวิทย์ สำเร็จผล อดีตทนายความ เป็นจำเลย ในข้อหาฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ
คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2560 จำเลยนำความเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาเป็นคดีหมายเลขดำ อ.3534/2560 ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม ทำให้เสียหาย หมิ่นประมาท กล่าวหาโจทก์ได้บังอาจเอาไปเสียซึ่งเอกสารสัญญาจ้างทำของ
และวันที่ 6 ต.ค.2560 โจทก์ได้นำสัญญาดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานเท็จในคดีของศาลแพ่ง ความจริงโจทก์ไม่ได้เอาไป และโจทก์ไม่ได้ใช้พยานหลักฐานเท็จ
ขณะจำเลยฟ้องโจทก์คดีดังกล่าว จำเลยเป็นทนายความ ต่อมาถูกสภาทนายความฯ ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2561 การกระทำของจำเลยมีเจตนาทุจริต ต้องการให้โจทก์ได้รับโทษทางอาญา และเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2561 จำเลยเบิกความเท็จในคดีหมายเลขดำ อ.3534/2560 (ศาลพิพากษายกฟ้อง)
ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก นายศิวาวิทย์ จำเลย 2 ปี
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนมากับมารดาเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกา โดยมาในฐานะโจทก์ที่ยื่นฟ้องทนายความที่เคยว่าจ้างเรื่องประกันตัวไปและไม่คืนเงินจำนวน 3.1 ล้านบาท และศาลแพ่ง ได้มีคำสั่งไปก่อนหน้านี้ให้คืนเงินดังกล่าวแบบเต็มจำนวนไปแล้ว แต่ภายหลังก็ไม่มีเงินมาชดใช้คืน มีเพียงแค่คำสั่งล้มละลาย
หลังจากนั้นพอมีคำสั่งให้คืนเงิน ทางนายศิวาวิทย์ ได้มาฟ้องกลับมารดาของตนว่านำเอกสารไปฟ้องโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ในวันที่ไต่สวนมูลฟ้อง ศาลก็ได้ยกฟ้องไป แล้วเนื่องจากไม่มีมูล การกระทำแบบนี้มองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง เพราะเป็นทนายความมีความรู้ทางกฎหมาย แต่กลั่นแกล้งมารดาตนให้รับโทษทางอาญา
ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ฟ้องกลับไปฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามาแล้วในปี 2565 จำคุก 2 ปี ในข้อหาเบิกความเท็จ และ 1 ปีในข้อหาฟ้องเท็จ แต่ชั้นศาลอุทธรณ์พิพากษาลดเหลือ 8 เดือน ซึ่งคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายฎีกาสู้
นายอัครกิตติ์ กล่าวอีกว่า ตนมองว่าคดีนี้มีความสำคัญ ตรงที่เป็นคนมีความรู้ความสามารถและเป็นทนายความ เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการ เคยได้รับรางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น ไม่ควรนำตำแหน่งหรืออำนาจใดๆ มากลั่นแกล้งประชาชน เหมือนหากินกับความเดือดร้อนของผู้อื่นที่มีคดีความอยู่ และคนแบบนี้ไม่ควรมีที่ยืนในสังคม
เมื่อถามว่าที่ผ่านมาเคยมีการเข้ามาเจรจาหรือขอให้ถอนฟ้องหรือไม่ นายอัครกิตติ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมานายศิวาวิทย์ ไม่เคยเข้ามาไกล่เกลี่ย มีแต่เข้ามากลั่นแกล้ง ซึ่งตน ได้ไปลงบันทึกประจำวันเพื่อป้องกันไว้แล้ว
ส่วนก่อนหน้านี้ที่เลือกเข้ามาเป็นทนายความเพราะเป็นคนรู้จักที่แนะนำมาอีกที ตนไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่มีการแอบอ้างว่ารู้จักคนใหญ่คนโต สามารถช่วยเหลือเรื่องคดีความได้ เพราะตอนนั้นตนก็ไม่มีความรู้ในเรื่องกฎหมาย เมื่อมีทนายเข้ามาทางเราก็ไว้ใจ แต่สุดท้ายถูกหลอกและเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ตนมองว่าความยุติธรรมยังมีอยู่แต่ใช้ระยะเวลานานเนื่องจากคดีนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2562 แล้ว
เมื่อถึงเวลานัด ปรากฏว่ามีเพียงทนายความโจทก์และตัวโจทก์มาศาล ขณะที่จำเลยได้รับหมายฟังคำพิพากษาแล้วไม่มาศาล
ศาลจึงมีคำสั่งว่า เมื่อจำเลยได้รับหมายทราบนัดโดยชอบแล้วแต่ไม่มาตามนัด ไม่สามารถติดต่อได้ต่อถึงพฤติการณ์หลบหนี จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับและปรับนายประกันเต็มจำนวน โดยให้เลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 7 ส.ค.2569 เวลา 09.00 น. พร้อมฟังผลการจับกุมจำเลยมาฟังคำพิพากษา
นายอัครกิตติ์ กล่าวภายหลังศาลเลื่อนฟังคำพิพากษาว่า ในวันนี้จำเลยไม่มาตามนัดเพื่อฟังคำพิพากษาในวันนี้ ศาลจึงออกหมายจับและริบเงินประกัน ก่อนเลื่อนนัดเป็นวันที่ 7 ส.ค. ตนมองว่าในวันนี้เจ้าตัวไม่มา ก็คิดว่าน่าจะหลบหนีไปแล้ว อยากฝากว่าตอนที่ตั้งใจที่หลอกลวงยังกล้าทำ แต่สุดท้ายวันที่คดีสิ้นสุดกลับไม่กล้ามาฟังคำพิพากษา อยากฝากถึงเจ้าตัวให้มาฟังคำพิพากษาในนัดหน้าด้วย