นักธุรกิจสาว หอบหลักฐานยื่นฟ้อง นักร้องสาวชื่อดัง ข้อหาฉ้อโกง แฉพฤติกรรม เบิกจ่ายทิพย์ 22 ครั้ง ยกเลิกสัญญาส่งผลบริษัทเสียหายมูลค่ากว่า 40 ล้าน ทนายดังเผยแนวทางการดำเนินคดี
จากกรณีที่ เจ้าของแบรนด์อาหารเสริมชื่อดังหอบหักฐานยื่นฟ้องนักร้องลูกทุ่งสาวชื่อดัง ต่อศาลจังหวัดสกลนคร ในข้อหาฉ้อโกง หลังตรวจสอบพบความผิดปกติในการเบิกค่าใช้จ่ายของบริษัทจำนวน 22 รายการ ซึ่งฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นการนำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาเบิกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท
ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มิ.ย 68 ด้านนางสาวสวรีย์ หรือ คุณกิ๊ก เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการร่วมงานกับ นักร้องลูกทุ่งสาวชื่อดัง เกิดจากที่นักร้องสาวได้ติดต่อมาทางเฟซบุ๊ก ขอให้ช่วยจำหน่ายสินค้าของตนที่กำลังจะหมดอายุ ซึ่งมีจำนวนกว่า 7,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 600,000-700,000 บาท โดยขอให้ช่วยกระจายสินค้า ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะพูดคุยและตกลงร่วมลงทุนทำธุรกิจร่วมกัน และมีการตกลงจะพัฒนาสินค้าคอลลาเจนตัวใหม่ และทำสัญญาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ โดยเริ่มจำหน่ายสินค้าร่วมกันตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
คุณกิ๊ก ระบุว่า ช่วงแรกการทำงานเป็นไปด้วยดี นักร้องลูกทุ่งสาวชื่อดัง เป็นคนน่ารัก ทำให้ตนรักและเอ็นดูเหมือนน้องคนหนึ่ง กระทั่งช่วงเดือนธันวาคมเริ่มเกิดปัญหาเล็กน้อยภายในทีมงาน ก่อนที่ต้นปีที่ผ่านมา จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ควรตรวจสอบข้อมูลของพนักงาน เนื่องจากมีข้อสงสัยว่ามีการนำข้อมูลภายในออกไปเผยแพร่จนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของนักร้องลูกทุ่งสาวชื่อดัง
หลังจากมีการตรวจสอบโทรศัพท์ของพนักงาน พบข้อความที่ถูกอ้างว่าเป็นการนินทาและสร้างความเข้าใจผิดต่อบุคคลภายในทีม รวมถึงครอบครัว จึงมีการหารือร่วมกันถึงแนวทางแก้ไขปัญหาและการปรับปรุงเงื่อนไขในสัญญาธุรกิจ โดยก่อนมีการแก้ไขสัญญา คุณกิ๊กระบุว่าได้ให้สิทธิ์นักร้องลูกทุ่งสาวชื่อดัง เป็นผู้เลือกก่อนว่าจะรับช่วงดูแลธุรกิจต่อ หรือยกสิทธิ์ในแบรนด์ให้ตนเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งท้ายที่สุดนักร้องสาวเลือกที่จะยกแบรนด์ให้
ต่อมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม พนักงานภายในบริษัทเริ่มมีการพูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายและการเคลียร์บัญชีหลังจากทั้งสองฝ่ายแยกการทำงานกันแล้ว โดยมีการแจ้งว่าค่าใช้จ่ายบางรายการอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าว คุณกิ๊กระบุว่าตนไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวมากนัก เนื่องจากต้องดูแลแม่ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายและพักรักษาตัวติดเตียง จนกระทั่งแม่เสียชีวิต ทำให้ต้องหยุดงานและใช้เวลาอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่
กระทั่งช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อกลับมาดำเนินธุรกิจอีกครั้งและมีการพูดคุยเปิดใจกับทีมงานเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต พนักงานบางส่วนได้เล่ารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในบริษัท พร้อมนำเอกสารมาให้ตรวจสอบ จึงพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายหลายรายการ อาทิ การโอนเงินให้พนักงานส่งพัสดุปลายทาง แต่ระบุในเอกสารว่าเป็นค่าอาหารทีมงาน
นอกจากนี้ยังมีการทำรายการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัว หรือเติมเงินเข้า Wallet ของตนเอง มาตั้งเบิกโดยอ้างว่าเป็นค่าอาหารหรือค่าจัดทำคอนเทนต์ นำใบเสร็จค่าน้ำมันในวันที่เดินทางไปทำกิจธุระส่วนตัวและทำเล็บมาเบิกโดยอ้างว่าเดินทางไปถ่ายทำสื่อโฆษณาให้แบรนด์
อีกทั้งใช้สลิปแฟนเลี้ยงหมูกระทะนำสลิปโอนเงินจากบัญชีธนาคารของแฟนหนุ่ม ที่ไปรับประทานหมูกระทะเป็นการส่วนตัว มาตั้งเบิกบริษัทโดยเขียนข้อความอ้างว่าเลี้ยงหมูกระทะทีมงาน ทั้งที่ข้อเท็จจริงทีมงานกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ออฟฟิศ
ด้าน นายกฤษฎา โลหิตดี หรือทนายโนบิ ทนายความฝ่ายโจทก์ให้สัมภาษณ์ เพิ่มเติมว่า แม้จำนวนเงินในบางรายการอาจดูไม่สูงมากนัก แต่พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดซ้ำซากและต่อเนื่องถึง 22 ครั้ง หรือ 22 กรรม ซึ่งความผิดฐานฉ้อโกงแต่ละกรรมมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ทำให้ทางโจทก์มองว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตอย่างชัดเจน และ การยกเลิกสัญญาของนักร้องสาวยังส่งผลให้บริษัทของคุณกิ๊กได้รับความเสียหายมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท ทางโจทก์จึงตัดสินใจดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจและทวงคืนความยุติธรรม
พร้อมทั้งเปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินคดีว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามกฎหมายนั้น เป็นความผิดอันยอมความได้ หากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยเจรจาและตกลงกันได้ ก็มีโอกาสที่จะหาแนวทางยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการไต่สวนมูลฟ้อง ทางฝั่งของนักร้องสาวเองก็ยังมีสิทธิและโอกาสในการนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในชั้นศาลได้เต็มที่ เพราะตามหลักกฎหมาย ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ต้องถือว่าผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
นายสมเกียรติ โรจวรกมล ทนายความ กล่าวแนะนำแนวทางด้านกฎหมายว่า การทำธุรกรรมในลักษณะ เบิกทิพย์ หรือการเบิกจ่ายในรายการที่ไม่มีอยู่จริง รวมถึงการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน ถือเป็นการทุจริตอย่างชัดเจนตามกฎหมาย ในประเด็นการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์เพื่อลบข้อมูลหรือจัดการตะกร้าสินค้าของคู่ค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พร้อมเตือนว่าการปิดกั้นช่องทางทำมาหากินของผู้อื่นโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า เป็นการกระทำที่ขาดความเห็นอกเห็นใจในการทำธุรกิจ และอาจมีผลทางกฎหมายตามมา หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ผู้เกี่ยวข้องควรเตรียมรับผลทางกฎหมายที่ตามมาให้ดี
คุณกิ๊ก กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้มีการสร้างโปรไฟล์อวตารขึ้นมาโจมตีตน และสินค้า หนำซ้ำยังลามไปถึงพูดจาให้ร้ายแม่ของตนที่เพิ่งเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งได้ไม่นานมานี้ อยากขอร้องให้กลุ่มบุคคลผู้ไม่หวังดีหยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะตอนนี้กระทบกระเทือนสภาพจิตใจเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดสกลนคร โดยศาลมีการออกหมายนัดไต่สวนมูลฟ้อง เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานตามกระบวนการทางยุติธรรมใน วันที่ 3 สิงหาคม 2569
ทีมข่าวสด 3 มิ.ย.69





