ครูสาว พราวเสน่ห์ หลอกหนุ่ม อบต. กู้เงิน 3 แสนหมั้นเก้อ ทั้งที่ยังไม่หย่ากับสามีทหารเรือ น้องสาวโร่ร้อง สายไหมต้องรอด ขอความเป็นธรรมให้พี่ชาย
วันที่ 17 ส.ค.2569 ที่สำนักงานสายไหมต้องรอด น้องสาวเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งหนึ่ง นำหลักฐานแชตการสนทนาและเอกสารทางการเงินเข้าขอความเป็นธรรมกับ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เพื่อช่วยเหลือพี่ชาย หลังถูกครูสาวพราวเสน่ห์หลอกลวงให้คบหา ก่อนเร่งรัดเรื่องการแต่งงานและชักชวนให้กู้ยืมเงินโอนไปให้รวมกว่า 300,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปเป็นค่าสินสอดฝากไว้กับบิดาของฝ่ายหญิง
แต่สุดท้ายกลับพบว่าฝ่ายหญิงปกปิดสถานะทางครอบครัว และเพิ่งดำเนินการหย่าร้างกับสามีเดิมซึ่งเป็นทหารเรือหลังเกิดเรื่อง ซึ่งฝ่ายทหารเรือเองก็อ้างว่าถูกหลอกลวงในลักษณะเดียวกัน และยอมเสียเงิน 100,000 บาท เพื่อแลกกับการเซ็นใบหย่า
สำหรับพฤติการณ์ในคดี น้องสาวของผู้เสียหายเปิดเผยว่า พี่ชายได้รู้จักกับครูสาวรายนี้ผ่านทางแอปพลิเคชันหาคู่ จากนั้นได้พูดคุยสนทนาจนพัฒนาความสัมพันธ์มาคบหากันได้ระยะหนึ่ง ในระหว่างที่คบหากัน ฝ่ายหญิงเริ่มพูดจาหว่านล้อมและรบเร้าเรื่องการจัดงานแต่งงาน พร้อมทั้งกดดันให้ฝ่ายชายหาเงินเตรียมไว้เป็นค่าสินสอด
ทำให้พี่ชายหลงเชื่อว่าฝ่ายหญิงมีใจจริง จึงตัดสินใจไปกู้หนี้ยืมสินและโอนเงินรวมเป็นจำนวนกว่า 300,000 บาทให้ฝ่ายหญิง เพื่อนำไปใช้เป็นเงินหมั้นและเตรียมการแต่งงานตามที่ตกลงกันไว้
น้องสาวของผู้เสียหายระบุอีกว่า หากมองจากสายตาคนภายนอกอาจคิดว่าการโอนเงินดังกล่าวเป็นการให้โดยเสน่หาหรือให้ด้วยความสมัครใจจากความสัมพันธ์เชิงชู้สาว แต่ทางครอบครัวมั่นใจว่ากรณีนี้ไม่ใช่เรื่องความรักปกติ เนื่องจากฝ่ายหญิงมีพฤติการณ์ปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ โดยเฉพาะสถานะการสมรส
เพราะในช่วงเวลาที่พี่ชายคบหากับครูสาวและมีการโอนเงินให้นั้น ฝ่ายหญิงยังคงมีทะเบียนสมรสค้างอยู่กับสามีเดิมที่เป็นทหารเรือ ก่อนจะมารู้ในภายหลังว่าเพิ่งมีการจดทะเบียนหย่ากันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
ด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งสายไหมต้องรอด ระบุถึงไทม์ไลน์ความสัมพันธ์ว่า ทั้งคู่เริ่มรู้จักและคบหากันประมาณเดือนมิถุนายน และมีการโอนเงินกันในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฝ่ายหญิงยังคงมีสถานะสมรสตามกฎหมายกับสามีทหารเรืออย่างชัดเจน
ทว่าในเวลาเดียวกัน ฝ่ายหญิงกลับไปโพสต์ข้อความหรือประกาศตัวในสื่อสังคมออนไลน์ว่าตนเองยังโสดและไม่มีสามี พฤติกรรมดังกล่าวนั้นมองว่าเข้าข่ายเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงเพื่อหลอกลวง ไม่ใช่การให้โดยเสน่หาตามที่อาจถูกกล่าวอ้าง จึงเตรียมนำหลักฐานประสานพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหาฉ้อโกงต่อไป
