“เต้ อาชีวะ” นำกลุ่มไทยไม่ทน ล่อซื้อไอติม แก๊งต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย ก่อนโทรเรียกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม อ้างมีนายทุนคอยเคลียร์เจ้าหน้าที่ เพื่อเปิดทางค้าขาย พบตั๋วจ่ายส่วยเพียบ

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 ส.ค.2569 นายอัครวุธ บุรณพนธ์ หรือ “เต้ อาชีวะ” พร้อมด้วยคณะกลุ่มไทยไม่ทo รวมตัวกันไปล่อซื้อไอศกรีมจากชาวต่างชาติ ที่ขี่จักรยานยนต์ตระเวนขายในพื้นที่อำเภอบางพลี จ.สมุทรปราการ

โดย เต้ อาชีวะ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. จังหวัดสมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี เดินทางไปยังชุมชนแห่งหนึ่งในพื้นที่ หมู่ที่ 3 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ หลังจากที่ได้รับแจ้งว่า เป็นแหล่งกบดาน และพักพิงของกลุ่มชาวต่างชาติ สัญชาติอินเดีย จำนวนมาก

ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าว ได้มาเช่าบ้านพักเป็นหลัง เพื่อใช้เป็นที่พักพิง และออกตระเวนขายไอศรีมบังหน้า รวมถึงปล่อยเงินกู้นอกระบบผิดกฎหมาย โดยอ้างว่ามีนายทุนชาวต่างชาติ เป็นผู้กว้างขวาง และเคลียร์เจ้าหน้าที่ เพื่อเปิดทางให้ต่างชาติ ชุดนี้ออกมาแย่งอาชีพคนไทย

จากการลงพื้นที่ดังกล่าว พบว่ากลุ่มชาวต่างชาติกลุ่มนี้ กำลังพากันทยอยเดินทางกลับเข้าบ้านพัก เจ้าหน้าที่จึงเรียกจอด และทำทีเพื่อขอซื้อไอศรีม ก่อนจะควบคุมตัว

จากการตรวจสอบผู้ค้าทุกราย ไม่พบว่ามีการพกพาพาสปอร์ตติดตัวแต่อย่างใด มีเพียงบัตรคูปองที่ถูกทำขึ้นมา โดยมีการเขียนวันเดือนปีกำกับรายเดือนเอาไว้ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ที่ถูกทำขึ้นเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งอ้างว่าใช้ในการจ่ายส่วยต่อเจ้าหน้าที่รัฐ

จากการสอบถาม ผู้ค้าทุกรายยอมรับว่า คูปองหรือตั๋วที่เห็น คือใบเบิกทางในการค้าขาย ซึ่งแลกกับการจ่ายรายเดือน เฉลี่ยหัวละ 2500 บาท ต่อคนต่อเดือน และจะจ่ายให้กับหัวหน้าใหญ่ สัญชาติเดียวกัน ที่คอยดูแลกลุ่มพ่อค้าชาวอินเดียวกลุ่มนี้ ส่วนพาสปอร์ตจะถูกหัวหน้าแก๊งยึดเอาไว้ เพื่อป้องกันการหลบหนี

ขณะที่เจ้าหน้าที่พบชายชาวอินเดีย ที่ผู้ต้องหาอ้างว่า เขาคือบอสใหญ่ที่คอยดูแลพวกเขา ตำรวจจึงเชิญตัวมาสอบปากคำ ซึ่งเจ้าตัวปฎิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้แต่อย่างใด แต่ยอมรับว่ารู้จักคุ้นเคยด้วยกันทั้งหมด ตำรวจจึงคุมตัวพร้อมของกลางทั้งหมด ไปสอบสวนขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้าน เต้ อาชีวะ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากมีการร้องเรียนจากชาวบ้านและพ่อค้าแม่ขาย ที่ถูกอาบังขายถั่วหรือขายไอศรีมต่างๆ และยังเป็นเจ้าพ่อเงินกู้รายวัน ซึ่งมีการข่มขู่ และคุกคามลูกหนี้ หากหามาจ่ายไม่ทัน

อีกทั้งยังพบว่าเป็นการแย่งอาชีพสงวนของคนไทย จึงส่งสายลับลงพื้นที่เก็บข้อมูล กระทั่งพบเบาะแสตามที่ผู้ร้องจริง จึงประสานเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม ซึ่งหลังจากนี้ตนเอง และทีมงาน จะติดตามผลการขยายผลถึงหัวหน้าใหญ่ ที่อยู่ในขบวนการดังกล่าว ซึ่งอาจจะเข้าข่ายเป็นการค้ามนุษญ์ด้วยหรือไม่นั้นต้องรอดูผลงานการขยายผลของทางเจ้าหน้าที่

แต่ที่แน่ๆคือมีความผิด ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดว่า มาตรา 8 คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ ฝ่าฝืนมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน