“ทนายตั้ม บ้าพลัง ช่วยด้วย” สวมชูชีพ ขี่เจ็ตสกี บุก ดีเอสไอ ร้องตรวจสอบ “มูลนิธิกัน จอมพลังช่วยสู้” เผย มีคลิปลับ ยืนยันมีหลักฐานเด็ดด้วย
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 ก.ย.2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่ออธิบดีดีเอสไอ ขอให้ตรวจสอบการระดมทุนและการดำเนินงานของ “มูลนิธิกัน จอมพลังช่วยสู้” พร้อมนำคลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็น “คลิปลับ” ซึ่งระบุว่าเป็นหลักฐานสำคัญ มอบให้ดีเอสไอใช้ประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริง
การเดินทางมาครั้งนี้ นายษิทราได้มีการขับเจ็ตสกีบกสีส้มดำ พร้อมสวมชุดว่ายน้ำ เสื้อชูชีพ แว่นตาสีดำ และติดหนวด ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นชุดสูทสีแดงเพื่อให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

“ทนายตั้ม บ้าพลัง ช่วยด้วย” สวมชูชีพ ขี่เจ็ตสกี บุก ดีเอสไอ ร้องตรวจสอบ “มูลนิธิกัน จอมพลังช่วยสู้” เผย มีคลิปลับ ยืนยันมีหลักฐานเด็ดด้วย
นายษิทรา กล่าวว่า วันนี้ตนขับเจ็ตสกีมาจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งการทําคอนเทนต์ต่าง ๆ ในช่วงนี้อยากให้สื่อและประชาชนสนใจเพียง 30% อีก 70% คือเนื้อหา
ซึ่งการทําคอนเทนต์เพื่อต้องการให้ทุกคนเห็นว่าสิ่งเหล่านี้สามารถจัดเตรียมขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะช่วยเหลือคนหรืออะไรก็ตามแค่ตั้งกล้องตามจุดต่าง ๆ และล่าสุดขนาดคนเสียชีวิตยังมาสร้างคอนเทนต์ได้
สําหรับวันนี้ได้นําหนังสือมายื่นให้ดีเอสไอตรวจสอบ “มูลนิธิกัน จอมพลังช่วยสู้” หลังได้รับข้อมูลจำนวนมาก โดยอ้างว่าหากข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องจริง อาจมีลักษณะไม่ต่างจากองค์กรอาชญากรรม
ทั้งการจ่ายเงินให้คนที่เข้ามาทำงานเป็นเงินสด เพื่อไม่ให้มีช่องทางติดต่อกับมูลนิธิ และการให้หาบัญชีม้าจากคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้อง โดยจ่ายให้บัญชีละ 5,000 บาท เพื่อใช้รับโอนเงิน โดยมีเงินเข้า 1 บัญชี ยอดกว่า 10 ล้านบาทในคืนเดียว
ซึ่งถ้าเป็นเงินถูกกฎหมายคงไม่เป็นอะไร แต่เรื่องนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน และขอฝากถึง “กัน จอมพลัง” โดยอ้างว่า “ชนพัฒน์ นาคสั้ว รู้จักใช่มั้ย และที่บอกว่าคนนู้นคนนี้ไม่เกี่ยวกับเว็บพนัน เพราะตัวเองมีส่วนในการวิ่งเต้นคดีใช่หรือไม่”
นายษิทรา อ้างว่า ยืนยันว่า มีหลักฐานการโอนเงินจำนวน 10 ล้านบาท เข้าบัญชีเลขาของภรรยากัน จอมพลัง โดยในขณะนั้นบัญชีดังกล่าวถูกธนาคารอายัด แต่ภายหลังสามารถปลดล็อกได้
ซึ่งวันนี้ได้นําหลักฐานเป็น “คลิปลับ” มามอบให้ DSI ” ซึ่งเป็นคลิปในการทำงานของมูลนิธิฯ ทนายตั้ม กล่าวว่า “สิ่งที่คุณพยายามพูดมาตลอดว่าพร้อมให้ตรวจสอบ อยากถามกลับว่าจะให้ตรวจสอบอย่างไร ถามอะไรไปก็โดนบล็อก และไม่เคยนําเอกสารอะไรมาชี้แจง
และการยื่นบัญชีของมูลนิธิฯ เขาแค่แสดงว่ารับและจ่ายเท่าไหร่ แต่ถ้าจะดูการทุจริตจะต้องดูให้ลึกกว่านั้น ต้องดูว่าเงินออกไปยังบริษัทไหนและได้รับส่วนต่างกําไรเท่าไหร่ และเงินเหล่านี้ท้ายที่สุดย้อนกลับมาเป็นเงินสดให้คนใกล้ตัวหรือตัวของเขาเองหรือไม่”
พร้อมทวงถามกรณีชุดเกราะที่ กัน จอมพลัง นำมาใช้ โดยอ้างว่าเกราะเลเวล 4 ซื้อมาด้านละ 6,000 กว่าบาท 2 ด้านราคารวมหลักหมื่นบาท ซึ่งคนอื่นซื้อเกราะ 2 ด้านราคาอยู่ที่ 6,990 บาท และหากสั่งผลิตจากประเทศจีนอาจมีราคาอยู่ที่ 2,000-3,000 บาท
จึงตั้งคำถามว่า เงินส่วนต่างอยู่ไหน และยังไปรีวิวบริษัทนั้นอีกว่ารับทําเสื้อเกราะ ตนอยากรู้ว่ารับทํากี่ตัวและรับจากจีนกี่ตัว มาตอบตรงนี้ก่อนอย่าเพิ่งเบี่ยงประเด็นอ้างขอทําความดี
ส่วนกรณีบังเกอร์ นายษิทรา อ้างว่า ได้รับข้อมูลว่า กัน จอมพลังได้บังเกอร์มาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะมีผู้ส่งทรายและหินให้ฟรี ประชาชนส่วนใหญ่จึงอยากรู้ว่ากันจอมพลังเอารายการเหล่านี้ไปขอรับบริจาคหรือไม่
สําหรับคลิปลับที่นํามายื่นให้ดีเอสไอ เป็นคลิปเกี่ยวกับวิธีการทํางานของเขา ออกจากบ้านทีใช้รถถึง 3 คัน และสายข่าวบอกด้วยว่าจะมีทีมหนึ่งคอยไปรับเงินต่าง ๆ และนายอัจฉริยะที่บอกโดนกรรโชกทรัพย์กว่า 10 คดี อาจจะเป็นเด็ก ๆ ไปเลยถ้าเรื่องที่ตนเปิดวันนี้เป็นเรื่องจริง ต้องรอให้ดีเอสไอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน
และตอนนี้ทราบว่า เริ่มมีการข่มขู่พยาน และตอนนี้พยานกลัวมาก เพราะว่ากันจอมพลังทำอะไรได้บ้าง และการจอมพลังมี Connection เกือบจะทุกหน่วยงาน รวมถึงกระทรวงมหาดไทยด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยติดต่อไปหาตนบอกว่าให้ตนบอกข้อมูลมาได้เลย ซึ่งมาทราบทีหลังว่าคนเหล่านั้นก็เป็นคนของกันจอมพลังเช่นกัน
นายษิทรา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ร้านทองบางแสนจําได้หรือไม่” ซึ่งในข้อมูลตรงนี้ทนายตั้มไม่ได้เปิดเผยต่อ และขอฝากด้วยว่าถ้าคุณและทีมงานไปข่มขู่พยานเรื่องนี้จะส่งผลต่อการคัดค้านประกันตัวในอนาคตหากถูกดําเนินคดี ซึ่งวันนี้ตนจะให้การกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอและเตรียมนําพยานเข้ามาให้การต่อไป



