‘ป้าดา-ป้าบัวไข’ ร้องกองปราบ สอบ จนท.ที่ดิน อ้างแอบโอนโฉนด 21 ไร่ ให้วัดป่าอดุลยาราม ชี้เป็นที่ดินมรดก ไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ก.ย.2569 น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ หรือป้าดา พร้อมด้วย นางบัวไข สรสมุทร นายวรเดช ช่างบุ ที่ปรึกษาฝ่ายทายาท และกลุ่มทายาทของ “ตาเฮียง” เดินทางมายังกองบังคับการปราบปราม เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ กรณีการเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม โดยกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นบางรายอาจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และขอให้ตรวจสอบกระบวนการโอนที่ดินดังกล่าว

นายวรเดช กล่าวว่า วันนี้พาป้าบัวไขมาแจ้งความร้องทุกข์ กรณีการโอนที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น โดยกล่าวหาว่า มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 3-4 คน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เหลืออาจมีส่วนส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการโอนโฉนดที่ดินของป้าบัวไข ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก โดยฝ่ายทายาทเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายวรเดช ระบุว่า ผู้รับโอนที่ดินคือวัด ซึ่งฝ่ายทายาทเห็นว่ายังมีปัญหาเรื่องสถานะทางกฎหมาย และยืนยันว่าในวันที่มีการโอน ญาติและทายาทไม่ได้ให้ความยินยอมหรือรับรู้การดำเนินการดังกล่าว โดยมองว่าเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานะของที่ดิน

นายวรเดช กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีการให้ข้อมูลว่า ที่ดินของป้าบัวไขตกเป็นของวัดตั้งแต่ปี 2533 นั้น ข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายทายาทเข้าใจ ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินสำหรับสร้างวัด ตามมาตรา 33 (2) ไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ตามมาตรา 33 (1) โดยหากเป็นที่ธรณีสงฆ์ ก็จะเป็นที่ดินของวัดตั้งแต่มีการยกให้ตามที่มีการกล่าวอ้าง

แต่กรณีนี้ ฝ่ายทายาทเห็นว่า การโอนโฉนดที่ดินครั้งนี้เป็นการผิดวัตถุประสงค์ของผู้ให้ คือ “พ่อเฮียง” ซึ่งมอบที่ดินไว้เพื่อสร้างวัด จึงเห็นว่าการโอนดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบว่าเป็นไปตามกฎหมายและเจตนารมณ์ของผู้ให้หรือไม่

นายวรเดช กล่าวว่า โฉนดที่มีการโอนไปนั้นไม่ใช่ที่ดินของวัด โดยที่ดินซึ่งฝ่ายทายาทยอมรับว่า ตกเป็นของวัดเป็นคนละแปลงกับโฉนดที่มีการโอน โดยโฉนดที่มีการโอนเป็นที่ดินตามมาตรา 33 (2) ซึ่งเป็นที่ดินเพื่อสร้างวัด และฝ่ายทายาทเห็นว่าจะต้องสร้างวัดให้แล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์เสียก่อน

นอกจากนี้ ฝ่ายทายาทยังพบเอกสารหรือผังเมื่อปี 2541 ซึ่งปรากฏในรายการชื่อดังระบุว่าบริเวณที่ตั้งวัดมีสิ่งก่อสร้างจำนวน 12 รายการ แต่เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบกลับไม่พบสิ่งก่อสร้างตามที่ระบุ จึงตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการนำข้อมูลสิ่งก่อสร้างมาใช้ประกอบการขอตั้งวัด ทั้งที่สภาพพื้นที่จริงไม่เป็นไปตามเอกสาร และเห็นว่าประเด็นนี้ควรได้รับการตรวจสอบว่า การขอตั้งวัดดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

นายวรเดช ระบุว่า มีการยื่นเอกสารขอตั้งวัดในปี 2541 และทางมหาเถรสมาคมเข้าใจว่ามีสิ่งก่อสร้างอยู่ในพื้นที่และอนุญาตให้ก่อตั้งวัด ดังนั้น เมื่อมีการตรวจสอบย้อนหลังและพบว่าไม่มีสิ่งก่อสร้างตามที่ระบุไว้ จึงเห็นว่าเป็นโมฆะ

นายวรเดช ย้ำว่า การเดินทางมาในวันนี้เป็นการแจ้งความในคดีใหม่ และได้นำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องมามอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและกระบวนการโอนที่ดินทั้งหมด

ด้านป้าดา กล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมมีการประณามครอบครัวว่า ต้องการเอาที่ดินของวัด แต่ขอยืนยันว่า ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของวัด แต่เป็นที่ดินของทายาทที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ “นานเฮียง” และครอบครัวต่อสู้เรื่องที่ดินผืนนี้มานานกว่า 20 ปี

ป้าดา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้สอบถามไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหาความจริงว่าที่ดินประมาณ 21 ไร่ เป็นของวัดจริงหรือไม่ แต่หลายหน่วยงาน รวมถึงพระผู้ใหญ่ เคยตอบกลับมาว่าไม่ได้เป็นวัด เนื่องจากไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบ

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการโอนที่ดินเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ทายาทได้ทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด โดยผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดให้ข้อมูลว่า เป็นวัดมาตั้งแต่ปี 2492 ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่าเป็นวัดตั้งแต่ปี 2541 และทีมทนายความให้ข้อมูลว่าเป็นวัดตั้งแต่ปี 2525

ป้าดา ตั้งคำถามว่า สรุปแล้วสถานะของวัดเริ่มต้นในปีใด เพราะข้อมูลจากแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสในปี 2535 ทั้งที่ฝ่ายทายาทอ้างว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีวัดตามสถานะที่ถูกต้อง

ป้าดา กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ทายาทได้ทำหนังสือคัดค้านไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น แต่สุดท้ายยังมีการโอนโฉนดที่ดิน ขณะเดียวกันคดีเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน 21 ไร่ ยังอยู่ในชั้นศาลฎีกาและฝ่ายทายาทระบุว่ายังไม่มีคำพิพากษา แต่กลับมีการโอนโฉนดไปเป็นของวัด จึงตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบตั้งแต่แรก

ป้าดา กล่าวว่า วันนี้จึงเดินทางมาแจ้งความ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบว่า ใครเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการโอนที่ดินดังกล่าว เพราะ “นานเฮียง” มีทายาทจำนวนมาก และครอบครัวต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยตลอด โดยเห็นว่าประเทศมีกฎหมายที่ดินและมีกฎกติกา แต่ทายาทกลับถูกกดดันให้ปิดปากหรือถูกดำเนินคดีเพียงเพราะออกมาพูดถึงสิทธิในที่ดินของครอบครัว

พร้อมยืนยันว่า หากฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำเอกสารหรือหลักฐานมาแสดงเพื่อยืนยันสถานะของวัดและที่ดิน ก็ต้องเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยป้าดากล่าวหาว่า หลักฐานบางส่วนที่อีกฝ่ายนำมาแสดงเป็นหลักฐานเท็จ 100 เปอร์เซ็นต์

ด้านนายวรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายทายาทไม่ได้ไม่เคารพคำสั่งศาล แต่เมื่อตรวจสอบย้อนหลังกรณีที่ศาลเคยมีคำพิพากษาระหว่างเจ้าอาวาสวัดกับป้าบัวไข ซึ่งมีการต่อสู้กันในศาล ฝ่ายทายาทตั้งข้อสังเกตว่า คู่กรณีอีกฝ่ายอาจไม่ได้มีสถานะเป็นเจ้าอาวาสหรือเป็นวัดที่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายทายาทเป็นเจ้าของโฉนด

ดังนั้น เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะของคู่กรณีและสถานะของวัดในขณะนั้น ฝ่ายทายาทจึงเตรียมดำเนินการตามช่องทางกฎหมาย เพื่อขอให้มีการรื้อคดีและให้ศาลพิจารณาประเด็นดังกล่าวใหม่

ป้าดา กล่าวย้ำว่า ทั้งหมดไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการสร้างวัดของ “นานเฮียง” และฝ่ายทายาทเห็นว่ามีข้อมูลหลายส่วนที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำข้อมูลของทั้งสองฝ่ายมาเปรียบเทียบกัน

ป้าดา ยังฝากถึง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า เมื่อประชาชนมีเรื่องร้องเรียน เหตุใดจึงไม่ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยขอให้เรียกทั้งสองฝ่ายมาให้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อพิสูจน์ว่าใครมีหลักฐานที่ถูกต้อง

ป้าดา ระบุว่า หากทายาทเป็นฝ่ายผิดก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย แต่ตั้งคำถามว่า เหตุใดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่กล้าลงมาตรวจสอบ และเกรงว่าการตรวจสอบจะทำให้ความจริงถูกเปิดเผยหรือไม่

พร้อมตั้งคำถามถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า มีการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จหรือไม่ และเรียกร้องให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบเข้ามาดูแลเรื่องนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้มีการใช้เพจหรือสื่อสังคมออนไลน์เข้ามารุมตำหนิทายาท

ป้าดา ย้ำว่า “ที่ดินนี้สำคัญนะ เรื่องกรรมสิทธิ์ ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองใครอยากได้ก็โอนกันเอง ประเทศมีกฎหมายทำไมต้องไปละเมิดสิทธิแบบนี้”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน