ออยศรี ลั่นบริจาค 5 บาทก็ตรวจสอบได้ ปัดหิวแสง ไม่เคยขัดแย้งส่วนตัวกับ บุ๋ม ปนัดดา ชี้กรรมการ มูลนิธิองค์กรทำดี ทยอยลาออกไม่มีผล ความผิดสำเร็จแล้ว

วันที่ 31 ต.ค. 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ ออยศรี เจ้าของบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด พร้อมกับนายภูวกร ศรีเนียน ภาคี HETA. จรรยาบรรณองค์กร มูลนิธิ และสื่อ ซึ่งเป็นตัวแทนผู้เสียหาย เดินทางเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม กรณีร้องขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานและเส้นทางการเงินของ มูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” เป็นประธานมูลนิธิฯ

น.ส.บุญยนุช เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการเดินทางมาชี้แจงรายละเอียดในฐานะผู้เสียหายจากการบริจาคเงิน ยืนยันว่าสิ่งที่ตนทำไม่ได้เป็นการวางงาน หิวแสง หรือมีอคติส่วนตัว แม้ยอดบริจาคที่ตนบริจาคไปจะไม่เยอะ 1,000 บาท แต่หากโอน 5 บาท ก็นับว่าเป็นการบริจาค ตนก็ต้องดำเนินการตรวจสอบอยู่ดี เนื่องจากเป็นการบริจาคด้วยใจบริสุทธิ์

“ไม่ได้เป็นการวางงานหรือหิวแสง แต่สิ่งที่ควรถามคือพี่บุ๋ม ได้นำเงินไปใช้ด้วยความบริสุทธิ์หรือไม่ จึงต้องการให้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ว่า น.ส.ปนัดดา รับเงินบริจาคไปแล้วนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่โพสต์เชิญชวนไว้หรือไม่ ยืนยันไม่เคยมีความขัดแย้งส่วนตัวกับ น.ส.ปนัดดา แม้ที่ผ่านมาจะเคยวิจารณ์การทำหน้าที่บ้าง แต่ก็เป็นการวิจารณ์บนพื้นฐานของพยานหลักฐาน”

น.ส.บุญยนุช กล่าวต่อว่า ในส่วนที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าตำรวจทำคดีรวดเร็วนั้น ตนมองว่าจริงๆ ควรจะมีการสอบปากคำตนตั้งแต่เมื่อวานนี้ (30 ต.ค.) แล้ว แต่ติดขัดหลายประการจึงเดินทางมาสอบในวันนี้ ขณะนี้ยังคงมีผู้เสียหายร่วมร้องเรียนจำนวน 4 ราย และอยู่ระหว่างรอผู้เสียหายรายอื่นติดต่อเข้ามาเพิ่มเติม

น.ส.บุญยนุช ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับระบบการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี ออกเป็นประเด็นหลัก ดังนี้ 1.ตรวจสอบพบว่ามีบัญชีในนามมูลนิธิฯ เพียง 1 บัญชี ส่วนอีก 2 บัญชีเป็นบัญชีส่วนบุคคลที่มีชื่อ น.ส.ปนัดดา ต่อท้าย 2.หากมีการโอนเงินมูลค่าเกิน 50,000 บาท ทางธนาคารจะต้องใช้การสแกนใบหน้าของประธานมูลนิธิเพื่ออนุมัติรายการ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ประธานมูลนิธิจะไม่รับทราบการเบิกจ่าย

3.เส้นทางการเงินเชื่อมโยงคนใกล้ชิด ตรวจสอบพบหลักฐานการโอนเงินไปยังช่างเอ๋ และมีการส่งต่อเงินเข้าสู่บัญชีของสามีประธานมูลนิธิ ซึ่งต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียดต่อไป และ4.การเบิกจ่ายเงินเกิน 500,000 บาท ตามข้อบังคับจะต้องมีวาระและมติที่ประชุมรองรับ จึงต้องตรวจสอบว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎระเบียบหรือไม่

ด้าน นายภูวกร เปิดเผยข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของหน่วยงานรัฐ พบว่ามูลนิธิองค์กรทำดี ยังไม่ได้นำส่งงบการเงินย้อนหลัง 2 ปี คือ ปี 2567 และ 2568 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ในปี 2565 และ 2566 มีการยื่นส่งงบการเงินตามปกติ

นายภูวกร เน้นย้ำว่า ประเด็นที่นำมาร้องเรียนในครั้งนี้เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถยอมความหรือถอนคำร้องได้ และในส่วนของกรรมการมูลนิธิที่มีข่าวว่าทยอยลาออกนั้น ยืนยันว่าไม่มีผลย้อนหลังในการพ้นความรับผิด เพราะความผิดได้สำเร็จลงแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน