เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้าถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยช่วงบ่ายยังคงมีพสกนิกรเดินทางเข้าถวายบังคมพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด
ต่อมาคณะหัวหน้าหน่วยข่าวกรองภาคีอาเซียน และนอกอาเซียน ประกอบด้วย ประเทศในอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, บรูไนดารุสซาลาม, เวียดนาม, ลาว, เมียนมา และกัมพูชา และอีก 3 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งหมด 13 ประเทศ เดินทางมาถวายพานดอกไม้สักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จากนั้นลงนามถวามความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ ศาลาว่าการพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง
ต่อมาเวลา 14.15 น. นายแอร์นานี ฟีโลเมนา โกเอลยา ดาซิลวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ในฐานะผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต เดินทางมาวางพวงมาลาถวายสักการะ พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จากนั้นลงนามถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ อาคารสำนักราชเลขาธิการ ในพระบรมมหาราชวัง
จากนั้น เวลา 14.20 น. นักเรียนตาบอดจากโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ประมาณ 200 คน เดินทางเข้าถวายบังคมพระบรมศพ โดยนักเรียนทุกคนต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อผู้พิการทางสายตา
ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2495 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชนิพนธ์เพลง “ยิ้มสู้” เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่คนตาบอดทุกคน โดยทรงสอนเนื้อร้อง และทำนอง ให้นักเรียนของโรงเรียนฯ ด้วยพระองค์เอง เพลงพระราชนิพนธ์ “ยิ้มสู้” จึงเป็นเพลงประจำโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ
เวลา 15.30 น. นายมิโนรุ ฮาราดะ รองประธานสมาคมสร้างคุณค่าสากล (Soka-Gakkai International) นำสมาชิกสมาคม จำนวน 20 คน เดินทางมาลงนามถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ ศาลาว่าการพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง
จนเวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวังได้ยุติการให้เข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว และเปลี่ยนทางเข้าถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง จากประตูมณีนพรัตน์มาเป็นประตูวิเศษไชยศรี
ซึ่งประชาชนจากทั่วทุกสารทิศยังคงหลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย เจ้าหน้าที่ได้จัดแถวให้ประชาชนที่เข้ามาเดินเรียง 4 แถว อย่างเป็นระเบียบผ่านประตูพิมานไชยศรี และยืนตั้งแถวรอหน้าบริเวณพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ก่อนเข้าถวายบังคมพระบรมศพในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และเดินออกทางประตูเทวาภิรมย์ โดยมีจิตอาสาคอยให้บริการเข็นรถเข็นให้ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่เข้าถวายบังคมพระบรมศพด้วย
นางสมนึก เขียวพุ่มพวง อายุ 70 ปี ชาว จ.กำแพงเพชร กล่าวว่า หลังจากทราบว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต ก็เสียใจมากและร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึง จึงภาวนาในใจว่าถ้ามีบุญวาสนาก็ขอให้ได้มากราบพระบรมศพสักครั้งในชีวิต วันนี้ลูกชายก็พามา แม้จะไม่สบายและปวดเข่าทั้งสองข้าง ก็ไม่รู้สึกว่าเหนื่อยหรือลำบากเลย แต่รู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่ได้มาสักการะพระบรมศพ
“พระองค์ทรงลำบากและเหนื่อยเพื่อประชาชนมามาก หาพระมหากษัตริย์แบบนี้ที่ไหนในโลกไม่ได้อีกแล้ว ป้าสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ทุกเช้าป้าจะใส่บาตรและอธิษฐานผลบุญถวายเป็นพระราชกุศล และขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย” นางสมนึก กล่าวอย่างตื้นตัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในเวลา 21.00 น. ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 34,490 คน รวม 24 วันมี 750,298 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 3,634,051.50 บาท รวม 24 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 55,032,951.50 บาท










