เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 28 พ.ย. ที่กองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้าย กองทัพบก ดอนเมือง พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีกลุ่มปลดแอกชาวสองล้อประท้วงห้ามขึ้นสะพานและลงอุโมงค์ ว่า นายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงกรณีที่เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา มีกลุ่มจักรยานยนต์ชื่อกลุ่มปลดแอกชาวสองล้อกว่า 100 คัน รวมตัวกันปิดถนนใต้ทางด่วนพระราม 4 เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับรถจักรยานยนต์ ที่ถูกตำรวจออกใบสั่งในข้อหาไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย ซึ่งปรากฎเป็นคลิปในโลกโซเชียล โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้ไปดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องงานจราจร ที่อาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจกับประชาชน
อ่านข่าว กลุ่มปลดแอกชาวสองล้อ รวมตัวประท้วงเจ้าหน้าที่ จากกรณีคลิป “ตำรวจ Vs มอไซค์”
ผบช.น. กล่าวว่า ตนเน้นย้ำเสมอว่า เราคือคนไทยต้องอะลุ่มอล่วยกัน แต่อะไรที่เป็นข้อกฎหมายสากล ซึ่งถูกบัญญัติไว้เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ก็ขอให้ประชาชนเข้าใจด้วยว่าทำไมกฎหมายถึงบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิด ปัญหาอุปสรรคที่มีต่อการสัญจรไปมาของประชาชน จำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ซึ่งหลายเรื่องได้บอกกับผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอว่าประชาชนอาจจะมีเหตุผล ซึ่งก็ต้องรับฟัง
อ่านข่าว กลุ่มปลดแอกชาวสองล้อบุกบก.จร. คาใจตั้งด่าน-ไม่ชิดซ้าย เจ้าของคลิปจี้ตร.รับผิดชอบ
อย่างกรณีขับขี่รถจักรยายนต์ไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย เจ้าหน้าที่ต้องพูดคุย หากเขามีเหตุมีผลก็ควรจะว่ากล่าวตักเตือน เรื่องนี้จำเป็นต้องเปิดใจคุยกัน แต่ประชาชนไม่ควรเอาชนะกันด้วยกฎหมู่ เพราะกฎหมู่จะอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ เพราะกฎหมายมีไว้คุ้มครองคนดี ทำให้บ้านเมืองสงบ โดยส่วนตัวพยายามทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่และประชาชน แต่ขอให้ประชาชนเข้าใจ ไม่ใช่เอาแต่ประโยชน์หรือความสะดวกเฉพาะตน ซึ่งยืนยันว่าไม่มีอะไรดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าชั่งน้ำหนักดูแล้วว่าดีมากกว่าเสีย ต้องถามว่าเราจะเอาสิ่งดีหรือสิ่งเสีย
ส่วนเรื่องการดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในงานจราจร พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องนี้หากจักรยานยนต์ไม่สามารถชิดขอบทางด้านซ้ายได้ ก็ต้องดูว่ามีรถติดหรือจอดขวางอยู่หรือไม่ ต้องพิจารณาดูว่าอะลุ่มอล่วยได้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องอยู่กันแบบพี่น้องคนไทยด้วยกัน
สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มปลดแอกชาวสองล้อ ที่มีความเห็นว่าเจ้าหน้าที่ใช้คำพูดไม่เหมาะสม และมีพฤติกรรมยึดกุญแจรถจักรยานยนต์ พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า ยอมรับว่าจะนำไปแก้ไข ซึ่งได้ย้ำกับเจ้าหน้าที่ทุกครั้งว่าเราเป็นตำรวจ เราต้นทุนไม่ค่อยดี ประชาชนมองในแง่ไม่ดีอยู่แล้ว การใช้คำพูดคำจาก็ต้องมีปิยวาจา เจรจาอ่อนหวาน เรื่องการแสดงออกอย่างนี้ เป็นเรื่องไม่สมควร ต้องเอาใจเขาใส่ใจเรา ต้องถามกลับเจ้าหน้าที่ไปว่า ถ้าตำรวจจราจรปฏิบัติหน้าที่ และมีคนมาทำพฤติกรรมแบบนี้กับเราจะรู้สึกอย่างไร ดังนั้นการทำงานต้องใจเขาใจเรา เรื่องนี้ก็จะรับไปปรับปรุงแก้ไข

