สอบเค้นหนุ่มฆ่าเปลือยสาวรับสิ้น เจอเหยื่อยืนขายบริการก่อนพาไปร่วมหลับนอน แต่ขัดขืนเลยฆ่ารัดคอก่อนเอาศพไปทิ้งน้ำอำพรางคดี บิ๊กอวบ เตรียมแถลงข่าวก่อนนำตัวคนร้ายไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ
จากกรณีพบศพน.ส.มะลิวรรณ อายุ 24 ปี ถูกฆ่าเปลือยใช้สายไฟรัดคอ แล้วใช้ถุงคลุมหัวซ้ำจนขาดใจตายอย่างโหดเหี้ยม ก่อนใช้ผ้าห่มห่อศพรวมกับเสื้อผ้าและทรัพย์สิน นำมาโยนทิ้งบ่อน้ำในป่ารกใกล้ริมถนนสาย 345 หมู่ 1 ต.บางคูวัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี เหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดตำรวจจับคนร้ายที่ก่อเหตุคือ นายพีระพัฒน์ หรือโจ ลูกจ้างร้านขายแม็กล้อรถในจ.ปทุมธานี พร้อมรถกระบะ โตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ ทะเบียน ผฉ 172 อุบลราชธานี ที่ใช้ก่อเหตุ เบื้องต้นทราบว่า ผู้ต้องหาไปเที่ยวในสถานบันเทิง ก่อนเจอกับผู้ตายแล้วชื่นชอบ จึงชวนไปร่วมหลับนอน เมื่อถึงห้องพักผู้ตายไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์ด้วย ผู้ต้องหาจึงโมโหแล้วรัดคอ ก่อนใช้ถุงคลุมหัว จากนั้นนำศพไปทิ้งอำพรางคดี ตามที่เสนอข่าวไปนั้น อ่านข่าว เปิดชนวนโหด รัดคอ ฆ่าเปลือยสาว หนุ่มแค้นไม่ร่วมหลับนอนด้วย
ความคืบหน้า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 มิ.ย. พล.ต.ต.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.พีรพล โชติกเสถียร ผกก.สภ.เมือง พ.ต.อ.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผกก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.ท.วิศิษฎ์ มะอักษร รอง ผกก.สส.สภ.เมืองปทุมธานี พ.ต.ท.พัฒนา สัมมาทิตฐิ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองปทุมธานี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดปทุมธานีและชุดสืบสวน สภ.เมืองปทุมธานี สอบสวน นายพีระพัฒน์ คำลุน หรือนายโจ อายุประมาณ 35 ปี ลูกจ้างร้านรับซ่อมขายล้อแม็กซ์ ย่านถนนซ่อมสร้างรถยนต์ทหาร อย่างละเอียด อ่านข่าว ฆ่าเปลือยสาวสุดเหี้ยม รัดคอ-ถุงคลุมหัวซ้ำ ทิ้งน้ำสุดสยองปทุม สอบผัวในคุก ควานปิกอัพจอดจุดเกิดเหตุ
พล.ต.ต.สุรพงษ์ กล่าวว่า ตลอดทั้งคืนตั้งแต่จับกุมนายพีระพัฒน์ ชุดสืบสวนประสานให้ทางเจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม มาเก็บหลักฐานดีเอ็นเอจากตัวนายพีระพัฒน์ เป็นให้เป็นหลักฐานแน่นหนาในชั้นศาลเผื่อว่าผู้ต้องหาจะสู้คดี ทางตำรวจเองก็จะทำสำนวนให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ต้องการรายนี้หลังก่อเหตุยังไม่สะทกสะท้าน ฆ่าผู้ตายอย่างโหดเหี้ยมแล้วนำศพไปทิ้งอำพราง ก่อนกลับมาทำงานตามปกติหน้าตาเฉย อ่านข่าว ด่วน! จับแล้วหนุ่มโหด สุดเหี้ยมฆ่าเปลือยสาว รัดคอ-หมกศพทิ้งน้ำ
รวมทั้งเย็นอีกวันหลังก่อเหตุ ก่อนจะจับกุมได้ยังมาตั้งวงกินเหล้ากับเพื่อนๆ และตกปลาหลังร้านซ่อมแม็กซ์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นบุคคลอันตรายต่อสังคม และเป็นเรื่องดีของตำรวจไม่ต้องออกติดตามตัวไกล สำหรับประวัติผู้ต้องหาก่อนหน้านี้ได้ทำงานอยู่ที่ร้านปะยางขายยางซ่อมแม็กซ์อยู่ในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ห่างจากจากร้านที่ทำปัจจุบัน 1 กิโลเมตร และมีปัญหาที่ร้านเก่า ก่อนมาสมัครขอทำงานวิ่งรถรับส่งแม็กซ์ที่ซ่อมเสร็จแล้วกับร้านใหม่นี้ได้ประมาณ 2-3 เดือน
โดยมาขอทำงานกับทางร้านแม็กซ์แห่งใหม่นี้ เพราะอ้างกับเจ้าของร้านว่าตกงาน ไม่มีเงินกินและไม่มีเงินส่งรถกระบะคันที่เอาไปก่อนเหตุเดือนละ 9,000 กว่าบาท ทางเจ้าของร้านใหม่จึงสงสาร ให้ทำงานด้วย เดือนละ 12,000 บาท โดยเงินเดือนจะออกเป็นวิคๆละ 6,000 บาท ซึ่งคืนเกิดเหตุเป็นวันเงินออกพอดี ทางนายพีระพัฒน์ จึงชวนเพื่อนคนลาวไปกินเหล้ากันที่ร้านอาหารในหมู่บ้านแฟลตปลาทองรังสิตพื้นที่ สภ.ปากคลองรังสิตจนเมาเต็มที่ จึงไปก่อเหตุ
พล.ต.ต.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการติดตามจับกุมหลังจากเจอหลักฐานบัตรประชาชนของสามีน.ส.มะลิวรรณ และโทรศัพท์ผู้ตาย ทำให้ตำรวจทำงานง่ายขึ้น เริ่มจากการแบ่งกำลังชุดสืบสวนเมืองปทุม ร่วมกับชุดสืบสวนภูธรจังหวัดฝีมือดีลงพื้นที่เดินทางไปยังบ้านของเจ้าของบัตรประชาชน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่แถวตลาดรังสิต ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี ประกอบกับเช็คประวัติรายชื่อในบัตรประชาชน จึงพบว่าเจ้าของบัตรประชาชนที่พบในที่เกิดเหตุมีประวัติการถูกจับคดีเสพยาเสพติดในพื้นที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ 13 มิย. ที่ผ่านมา และตัวของเจ้าของบัตรเองยังติดคุกอยู่ในเรือนจำธัญบุรี ทราบภายหลังว่าคบหากับน.ส.มะลิวรรณ จึงสามารถคลีคลายคดีได้เร็ว
ประกอบกับนำชื่อของผู้ตายมาตรวจสอบทะเบียนราษฎรข้อมูลประวัติของตำรวจ พบว่าน.ส.มะลิวรรณเคยถูกจับคดีเสพยาเสพติด และทำประวัติเรื่องการค้าประเวณียืนขายบริการทางเพศอยู่ริมถนนใต้สะพานกลับรถเลียบทางรถไฟรังสิตท้ายหมู่บ้านรัตน์โกสินทร์ 200 ปี (รังสิต)
กระทั่งต่อมาทางตำรวจจึงเข้าตรวจสอบกล่องวงจรปิดของระบบสภ.ประตูจุฬาลงกรณ์ และระบบของเทศบาลนครรังสิตจนพบน.ส.มะลิวรรณเคลื่อนไหวอยู่แถวท้ายหมู่บ้านรัตน์โกสินทร์ 200 ปี ในเวลากลางดึกระหว่างคืนวันที่ 16-17 มิย.และมีรถกระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า วีโว่ สีบรอนซ์ ทะเบียน ผฉ172 อุบลราชธานี ลักษณะมีเครื่องเสียงลำโพงติดตั้งอยู่ท้ายรถ (ทราบภายหลัง) ว่ามีนายพีระพัฒน์ เป็นเจ้าของรถและเป็นคนขับรถมาในคืนก่อเหตุ ทางตำรวจจึงตรวจสอบการเดินกล้องตามแยกไฟแดง จุดกลับรถเส้นทางต่างๆ และตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของนายพีระพัฒน์ที่ใช้ในเวลาใกล้เคียงเวลาก่อเหตุ จนมาถึงจุดเกิดเหตุทำให้ทราบแน่ชัดว่าผู้ก่อเหตุฆ่าน.ส.มะลิวรรณ คือนายพีระพัฒน์แล้วนำศพมาทิ้งอำพรางเป็นรถคันเดียวกัน
จึงสามารถรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับ และหมายค้นไปที่ร้านแม็กซ์ที่นายพีระพัฒน์ทำงานอยู่ จนเจอรถกระบะคันดังกล่าวจอดอยู่หน้าร้าน และเจอคนงานชาวลาว ซึ่งมีภาพในกล้องวงจรปิดที่นั่งมากับรถและขึ้นลงตามจุดต่างๆ จึงเชิญตัวนายเสริมและนายโข่งชาวลาวทั้ง 2 คนมาสอบสวนที่สภ.เมืองปทุมธานี
สอบปากคำขยายผลให้การว่าเดินทางไปกับรถของนายพีระพัฒน์จริง แต่ไม่ได้ร่วมก่อเหตุฆ่าหรือข่มขืนแต่อย่างใด และในขณะสอบปากคำนายเสริมและนายโข่งชาวลาวทราบว่า นายพีระพัฒน์กำลังขับรถของเจ้าของร้านนำแม็กซ์ล้อรถยนต์ที่ซ่อมเสร็จแล้วไปส่งลูกค้าในซอยวัดกู้อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ทางชุดสืบสวนจึงรีบตามไปจับกุมไว้ได้จากนั้นนำตัวมาสอบสวน
จนให้การรับสารภาพว่า ก่อเหตุจริงส่วนเรื่องการข่มขืนไม่ได้ข่มขืน แต่ทางน.ส.มะลิวรรณเต็มใจให้กระทำ เนื่องจากต้องการเงิน แต่ขณะร่วมกิจกรรมกันอยู่นายพีระพัฒน์ชอบซาดิสต์ ทำให้น.ส.มะลิวรรณไม่สามารถรับได้ เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บที่สะโพกและต้นขา เพราะเคยโดนสามีที่ติดคุกทำร้ายร่างกายไว้ เมื่อหลายวันก่อนยังไม่หายดี ทำให้นายพีระพัฒน์ไม่พอใจ จึงลงมือก่อเหตุดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้เวลา 14.30 น.ทาง พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. จะแถลงด้วยตนเอง ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และจากนั้นจะนำตัวมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่จุดเกิดเหตุต่อไป

