แก๊งเจาะเอทีเอ็ม จนมุม 4โจรสารภาพลงมือ 5 ครั้ง พื้นที่ภูธรภาค 1 (คลิป)

แก๊งเจาะเอทีเอ็ม
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. นำแถลงจับ

แก๊งเจาะเอทีเอ็ม จนมุม 4 คนร้ายสารภาพตระเวนลงมือ 5 ครั้ง ในพื้นที่ภูธรภาค1 บิ๊กอวบ นำแถลง พร้อมของกลางจำนวนมาก เผยแบ่งเงินกันไปใช้จ่ายค่าพนันบอล และเอาไปซื้อรถมาใช้ก่อเหตุใหม่ 

แก๊งเจาะเอทีเอ็ม
4คนร้าย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 ก.ค. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.สุภีร์ บุญครอง ผบก.สส.ภ.1 พล.ต.ต.สมหมาย ประสิทธิ์ ผบก.ภ.จว.อยุธยา พล.ต.ต.ชัยน์วัฒน์ อรัญวัฒน์ ผบก.ภ.จว.ลพบุรี พล.ต.ต.ชัยรัตน์ ทิพยจันทร์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี รวมกันแถลงข่าวจับกุม 4 คนร้าย ตระเวนก่อเหตุ เจาะตู้เอทีเอ็มหลายจังหวัด ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1

แก๊งเจาะเอทีเอ็ม
ตร.เตรียมของกลาง

อ่านข่าว : คนร้ายบุกงัดตู้เอทีเอ็ม-รถไปต่อไม่ได้ ตัดสินใจเผาก่อนหนี คาดได้เงินไปไม่ต่ำกว่า 2 ล้าน

อ่านข่าว : รวบแล้ว 4 แก๊งเจาะเอทีเอ็มกวาดเงิน 2 ล้าน 4 เปิดปากรับส่วนแบ่ง 5 แสน

แก๊งเจาะเอทีเอ็ม / ผู้ต้องหาประกอบด้วยนายบุญญฤทธิ์ แก้วมณี หรือเจ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49 หมู่ 4 ต.ท่านั่ง อ.โพทะเล จ.พิจิตร นายพณภัทร สุโชคนันท์ อายุ 26 ปี หรือบอส อยู่บ้านเลขที่ 598/15 หมู่ 8 ต.เมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น

นายสมประสงค์ พงก่อสร้าง หรือแบล็ก อายุ 21 ปี บ้านเลขที่ 59/2 ซอยชานเมือง แขวง-เขตดินแดง กรุงเทพฯและนายธวัชชัย พลายแก้ว หรือ ปาล์ม อายุ 22ปี ที่อยู่ 18 หมู่ที่ 7 ต.แม่เลย์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์

แก๊งเจาะเอทีเอ็ม
รถยนต์ของกลาง

โดยตั้งข้อหา“ร่วมกันลักทรัพย์และพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้น โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาารัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม”

พร้อมของกลาง7รายการ ประกอบด้วย เงินสด 300,000 บาท ทองรูปพรรณต่างๆ สร้อยคอทองคำ 4 เส้น สร้อยข้อมือ 2 เส้น พระเครื่องต่างๆ รวมน้ำหนักทองคำ 13 บาท มูลค่า 350,000 บาท

แก๊งเจาะเอทีเอ็ม
ทรัพย์สินที่ยึดมา

รถยนต์ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นแลนเซอร์อีโวลูชั่น รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจ็ส โทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟนเทน 5 เครื่อง รถยนต์นิสสัน รุ่นมาร์ช ถังแก็สพร้อมหัวตัด จำนวน 1 ชุด

พล.ต.ท.สุวัฒน์ เผยรายละเอียดว่า ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกันลงมือก่อเหตุมาแล้วจำนวน 5 ครั้ง

แก๊งเจาะเอทีเอ็ม
รถกระบะที่ไฟไหม้

โดยครั้งแรก เมื่อเวลาประมาณ 01.40 น.วันที่ 26 มิ.ย. ได้พยายามก่อเหตุลักทรัพย์ตู้เอที เอ็ม ของธนาคารกสิกรไทย หน้าร้านขายยา ปอป้อ เลขที่ 65/3 หมู่ 4 ต.ลำตาเสา อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยใช้เทปกาวปิดกล้องวงจรปิด แล้วตัดกุญแจล็อคประตูเหล็กและใช้แก็สตัดประตูตู้นิรภัยของตู้ เอทีเอ็ม แต่ไม่สำเร็จ)

แก๊งเจาะเอทีเอ็ม
จุดเกิดเหตุครั้งหลังสุด

ครั้งที่สองเหตุเกิดเมื่อช่วงเวลา 03.56 น. วันที่ 28 มิ.ย. เหตุเกิดที่ตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกสิกรไทย สาขาหนองแค ที่หน้าร้านเอกภพ ใช้วิธีการเดียวกันเพื่อที่จะนำเงินภายในตู้ออกมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบรอยไหม้ทั้งด้านหน้าและด้านข้างและด้านหลัง แต่คนร้ายไม่สามารถนนำเงินออกไปได้

ครั้งที่สาม เมื่อเวลา 00.20 น. วันที่ 29 มิ.ย. ได้ก่อเหตุลักทรัพย์เงินสดในตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารทหารไทย หน้าร้านมินิมาร์ ในปั้มน้ำมันบางจาก เลขที่ 29 หมู่ 10 ต.พัฒนานิคม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี โดยกลุ่มผู้ต้องหาใช้เครื่องเชื่อมเป่าตัดบริเวณหลังของตู้ ครั้งนี้ได้เงินสดไป 174,500 บาท

ครั้งที่สี่ เหตุเกิดเมื่อเวลา 03.40 วันที่ 3 ก.ค. ที่ตู้เอทีเอ็ม หน้าอาคารพาณิชย์ เลขที่ 55/17 หมู่ 1 ต.โคกแย้ อ.หนองแค จ.สระบุรี โดยใช้เชือกคล้องที่ตู้เอทีเอ็ม แล้วใช้รถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน หมายเลขทะเบียน บษ 2266 นครปฐม กระชากตู้ออกไป

แต่มีพลเมืองดีขับรถผ่านมา จึงรีบขับรถหลบหนี โดยกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพทะเบียนรถไว้ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งติดตามจับกุม

พล.ต.ท.สุวัฒน์ เผยต่อว่า ล่าสุดครั้งที่ห้า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ก่อเหตุที่ตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารกรุงเทพฯ และตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งตั้งอยู่หน้าร้านอาหารลุงนวย หมู่ 2 ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

งัดเอากล่องเก็บเงินภายในตู้ เอ ที เอ็ม จำนวน 3 กล่อง ของธนาคารกรุงเทพ ได้ เงินสดประมาณ 2,000,000 บาท

ต่อมาตำรวจรับแจ้งพบรถกระบะยี่ห้อ มิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน สีบรอนซ์ ทะเบียน บษ 2266 นครปฐม ถูกเพลิงไหม้ทั้งคัน บริเวณถนนคันคลองชลประทาน หมู่ที่ 6 ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

ห่างจากจุดเกิดเหตุเจาะตู้เอทีเอ็ม ประมาณ 5 ก.ม. ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นรถคันเดียวกันกับรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุเมื่อวันที่ 3 ก.ค.

ตำรวจคาดว่ารถของคนร้ายเกิดติดหล่มและกระแทกที่ถังน้ำมัน ทำให้ไม่สามารถขับต่อไปได้ ก่อนเกิดเพลิงลุกไหม้ทั้งคัน คนร้ายจึงได้ติดต่อเพื่อนในกลุ่มให้ขับรถมารับหลบหนีไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบสวนตำรวจภูธร ภาค 1 ได้ตรวจสอบประวัติของแก็งคนร้ายกลุ่มนี้พบว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน จึงได้ขออนุมัติศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

โดยจับกุมนายบุญญฤทธิ์ แก้วมณี หรือ เจ. ซึ่งเป็นหัวหน้าแก็ง ได้ในพื้นที่เขตสายไหม กทม. และเพื่อนร่วมแก็งทั้งหมดได้ในเขตพื้นที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม และในเขตพื้นที่ อ.ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี และ ในเขต อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

“ทั้งหมดให้การรับสารภาพว่านำเงินที่ได้แบ่งกัน  ก่อนนำไปซื้อยาเสพติด จ่ายค่าพนันฟุตบอลและซื้อรถ เพื่อมาก่อเหตุต่อไป” พล.ต.ท.สุวัฒน์ กล่าว

บทความก่อนหน้านี้ตาย157ศพ หายนะอุทกภัยญี่ปุ่น กู้ภัยเร่งค้นทีละบ้าน-หวังพบคนรอดเพิ่ม
บทความถัดไปชาวญี่ปุ่นวอนบริจาคของให้ผู้ประสบภัย ควรเป็นอาหารและน้ำ ไม่ใช่นกกระดาษ