เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. นายอินทราวุธ สมมาตร หัวหน้าศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายอภิรัฐ รันตพันธุ์ ทนายความ พร้อมด้วยนายสมพล ตัณฑประภา และนางดวงพร สิริสม เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม กรณีคดีมรดก 700 ล้านบาท เนื่องจากไม่ได้รับการอำนวยความยุติธรรม หรือขั้นตอนไม่เป็นไปตามกฎหมายในการมุ่งพิสูจน์ความจริงและละทิ้งประเด็นข้อพิรุธที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องสูติบัตรและพินัยกรรม เช่น ไม่ได้รับอนุญาตให้พิสูจน์ลายมือชื่อเจ้าของมรดกในพินัยกรรม
ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้มรดกทั้งหมดตกเป็นของ น.ส.เจนสุนันท์ นภัสกรพงษ์ และศาลฎีกาไม่รับสำนวนไว้วินิจฉัย จึงทำให้คดีสิ้นสุดลง และน.ส.เจนสุนันท์ได้รับมรดกเพียงผู้เดียว นอกจากนี้ ยังขอให้เร่งติดตามคดีที่ร้องไว้ที่กองบังคับการตำรวจปราบปรามในประเด็นการแก้ไขสูติบัตร ซึ่งกองปราบฯ ดำเนินการสอบสวนคดีคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 60 หากมีพยานหลักฐานเพียงพอผู้เสียหายจะนำไปฟ้องต่อศาลอีกคดี
นายสมพล กล่าวว่า สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นมานานกว่า 5 ปี โดยน.ส.เจนสุนันท์เป็นผู้ดูแลน.ส.พูลสวัสดิ์ ตัณฑประภา ซึ่งเป็นเจ้ามรดก อ้างตัวเป็นทายาทของน.ส.พูลสวัสดิ์ และแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อมารดาในสูติบัตร และจัดทำพินัยกรรม โดยอ้างว่าน.ส.พูลสวัสดิ์ทำขึ้นเพื่อยกมรดกทั้งหมดให้ตนเอง ทั้งที่ขณะนั้นน.ส.พูลสวัสดิ์มีอาการป่วยหนักอยู่ในห้องไอซียู ไม่อยู่ในภาวะที่สามารถเซ็นรับรองเอกสารได้ อีกทั้ง ยังไม่พบว่าญาติคนใดรับรู้การจัดทำพินัยกรรมดังกล่าวด้วย
นายสมพล กล่าวต่อว่า ต่อมาน.ส.เจนสุนันท์ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อขอเป็นผู้จัดการมรดก ซึ่งพวกตนเห็นว่าน.ส.จนสุนันท์ดำเนินการเรื่องมรดกอย่างไม่สุจริต จึงดำเนินการฟ้องศาลอาญากรุงเทพใต้ ในข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ซึ่งศาลได้พูดในลักษณะที่ต้องการให้โจทย์ถอนฟ้อง อีกทั้ง ยังไม่ได้รับการพิจารณาคำร้องขอเอกสารและตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อน.ส.พูลสวัสดิ์ในพินัยกรรม ดังนั้น ตนจึงเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ในกระบวนการยุติธรรม ส่วนการเจรจาไกล่เกลี่ยกับทางน.ส.เจนสุนันท์นั้น เคยเจรจาหายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ
ด้าน นายอภิรัฐ กล่าวว่า ขณะนี้ทางกองปราบปรามฯได้ตรวจสอบพินัยกรรมและสูติบัตรดังกล่าวแล้ว โดยพบว่ามีการปลอมแปลงเอกสาร และล่าสุดสำนักงานเขตพญาไทมีการแก้ไขชื่อมารดาของน.ส.เจนสุนันท์ในสูติบัตรเป็นชื่อเดิมแล้ว อีกทั้ง ยังมีพยานเป็นพยาบาลประจำห้องไอซียู ซึ่งระบุว่าในวันที่มีการทำพินัยกรรมไม่พบว่ามีใครถือกระดาษเข้าไปในห้องไอซียู

