เป็นมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสแรก นับแต่ขึ้นทรงราชย์ ยธ.สำรวจทุกเรือนจำ กษัตริย์จิกมีระลึกถึง ทูลเชิญเยือน”ภูฏาน”
พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรก “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณฯ” ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เผยหลักเกณฑ์ผู้ได้รับการปล่อยตัว มีผู้ต้องกักขัง ผู้ทำงานบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ รวมถึงผู้ต้องโทษ นักโทษเด็ดขาด ได้รับลดหลั่นตามลักษณะความผิด ขณะที่ประชาชนยังคงหลั่งไหลกราบถวายสักการะพระบรมศพ ณ พระ ที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เนืองแน่นตลอดทั้งวัน ชาวไทยภูเขา 41 ชนเผ่า กว่า 5,000 คน เดินทาง เข้ากรุง ประกอบพิธีใหญ่ ถวายความอาลัย เสด็จสู่สรวงสรรค์
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 11 ธ.ค. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยคุณพลอยไพลิน เจนเซน, นายเดวิด วีลเลอร์, ด.ช.แม็กซิมัส จุลรัตน์ วีลเลอร์ และ ด.ช.ลีโอนาร์โด ภัททพงศ์ วีลเลอร์ ไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และถวายภัตตาหารแด่พระพิธีธรรม 8 รูปจากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหา วิหาร และวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 10 ธ.ค.
สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 55,015 คน รวม 41 วัน จำนวน 1,519,716 คน และประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล จำนวน 4,345,490.50 บาท รวม 41 วัน จำนวน 116,735,381.50 บาท ส่วนในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาเฝ้ารอต่อคิวเพื่อเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพตั้งแต่เช้ามืด เจ้าหน้าที่เปิดให้เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี ในเวลา 05.00 น. แล้วเปลี่ยนทางเข้าเป็นประตูมณีนพรัตน์ ถนนหน้าพระลาน ในเวลา 08.30 น. เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทางประตูวิเศษไชยศรี
ต่อมาเวลา 10.30 น. นายวีรพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรมที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ จำนวน 8 รูป จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
ส่วนที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่ง ทิศเหนือ เยื้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วย ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน ประกอบด้วย มื้อเช้าเวลา 07.00 น. ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ 1,500 ถ้วย, กาแฟสด 2,500 แก้ว นมหนองโพ 2,000 กล่อง
มื้อกลางวัน เวลา 11.00 น. ข้าวราดแกงเห็ดเป็ดย่าง 1,500 จาน, ขนมจีนแกงเขียวหวานไก่ยอดมะพร้าวอ่อน 1,500 จาน, ก๋วยจั๊บ 1,000 ชาม, บะหมี่เกี๊ยวน้ำฮ่องกง 2,000 ชาม มื้อบ่าย 16.00 น. ขนมไทย 1,000 กล่อง, ข้าวเหนียวหมู ข้าวเหนียวไก่ 1,000 ชุด, เฉาก๊วยชากังราว 1,000 ถุง เย็นเวลา 18.00 น. ข้าวราดกะเพราไข่ดาว 1,500 จาน, ผัดวุ้นเส้น- กุนเชียง 1,500 จาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ ทำให้ประชาชนเดินทางเข้ามากราบถวายสักการะพระบรมศพเป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของ กทม. ต้องประกาศขอให้จิตอาสานำน้ำดื่มไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่เข้าคิวอยู่ที่ฝั่งทิศใต้สนามหลวง เพราะบริเวณจุดนี้เริ่มขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม ที่สำคัญเนื่องจากสภาพอากาศ ที่ร้อนจัด ทำให้ประชาชนจำนวนมากมีอาการเป็นลม เจ้าหน้าที่สำนักอนามัย รวมทั้งนักเรียนพยาบาลต้องทำงานอย่างหนักในการช่วยปฐมพยาบาล และแจกแอมโมเนีย
ขณะเดียวกัน ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กทม. มีชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง อาข่า ม้ง ลีซู คะฉิ่น จากจังหวัดต่างๆ ประมาณ 2,000 คน เดินทางมางาน “รวมใจภักดิ์กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง น้อมใจแสดงความอาลัยพ่อหลวงของแผ่นดิน” โดยงานเริ่มในวันที่ 12 ธ.ค. ตั้งแต่เวลา 04.00 น. กลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 41 ชนเผ่ากว่า 5,000 คน พร้อมอาสาสมัครสาธารณสุขที่พักค้างคืนอยู่ในสนามม้านางเลิ้ง และวัดเบญจมบพิตรฯ ออกเดินทางไปยังสวนสราญรมย์ จากนั้นเวลา 05.30 น. กลุ่มชาติพันธุ์ประกอบพิธีแสดงความอาลัยส่งดวงพระวิญญาณสู่สรวงสวรรค์ ตามความเชื่อของแต่ละเผ่า พิธีกรรมไฟ และเป่าแคนส่งเสด็จสู่สวรรค์ ก่อนที่ทั้งหมด จะไปเข้าแถวต่อคิวเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ
นายวิลิต เตชะไพบูลย์ ผู้ประสานงานของกิจกรรม กล่าวว่า กลุ่มชาวเขาที่มามีทั้งที่เดินทางมาเองจากในพื้นที่ อีกส่วนเป็นลูกหลานที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ รวมถึงชนเผ่าที่ทำงาน ในประเทศไทย แต่อาศัยอยู่ตามตะเข็บชาย แดนประเทศเพื่อนบ้าน โดยเครือข่ายอาสาสมัครที่ทำงานในพื้นที่ เป็นผู้รับหน้าที่ช่วยส่งข่าวกระจาย และนัดหมายกลุ่มชาวเขาเผ่าพื้นเมืองในการเดินทางมารวมตัวกัน ส่วนใหญ่จะมาเองและช่วยกันออกค่าใช้จ่าย
นายวิลิตกล่าวต่อว่า ทุกคนมาด้วยใจจริง ส่วนบางคนก็ได้รับการอนุเคราะห์จากการรถไฟแห่งประเทศไทย อนุมัติรถไฟฟรีให้เดินทางมาถึง 13 โบกี้ และได้รับการอนุเคราะห์จากกระทรวงสาธารณสุขดูแลเรื่องการรักษาพยาบาล หลายชนเผ่าเดินทางมาด้วยความยากลำบาก เพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เขตเมือง ต้องเดินเท้าจากป่าและข้ามภูเขาหลายลูก เพื่อมาขึ้นรถ โดยใช้เวลาเดินป่า 2-3 วัน ที่น่าประทับใจคือส่วนหนึ่งอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ ที่เก็บไว้ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ย่ามาด้วย
เวลา 16.30 น. มีนายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยมีพระพิธี ธรรมจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และวัดระฆังโฆสิตารามวรมหา วิหาร รวม 8 รูป สวดพระอภิธรรม ในการนี้มีคณะผู้บริหาร ตุลาการ และข้าราชการในสังกัดศาลรัฐธรรมนูญ และในสังกัดศาลปกครอง ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม
เวลา 19.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ โดยมีพระพิธีธรรมจากวัดบวรนิเวศวิหาร และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร รวม 8 รูป สวดพระอภิธรรม ในการนี้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัด สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม
ส่วนที่รถเคลื่อนที่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก หน้ากรมศิลปากร ถนนหน้าพระธาตุ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในฐานะองค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ทรงห่วงใยพสกนิกรที่เดินทางมากราบถวายสักการะพระบรมศพ จึงโปรดให้เจ้าหน้าที่ทอดไก่หมักทรงเครื่องประทานพร้อมข้าวเหนียวให้แก่พสกนิกร โดยวันนี้มีไก่ 1,200 กิโลกรัม และข้าวเหนียว 550 กิโลกรัม
วันเดียวกัน พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ณ พระราชวังกรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ตน นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม และคณะรวม 6 คนมาก ทรงให้คณะของไทยเข้าเฝ้าฯ ในวันครบรอบ 10 ปีแห่งการครองราชย์ทางคณะรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณา ธิคุณที่ให้เข้าเฝ้าฯ ทรงมารอรับคณะบริเวณที่รถแล่นเข้ามาจอดด้านหน้าพระตำหนัก
พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวต่อว่า ในนามของรัฐบาลไทย ได้ขอบคุณทั้งรัฐบาลภูฏานและประชาชนชาวภูฏานที่ร่วมสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณร่วมกับชาวไทย และหลังจากเหตุการณ์สวรรคต พระองค์ให้ชาวภูฏานประกอบพิธีสวดมนต์ตลอด และถึงแม้จะเลยเวลา 49 วันมาแล้ว ก็ยังคงสวดมนต์ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่
“สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ ตรัสว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นต้นแบบที่ทรงจดจำเพื่อดูแลพสกนิกร และการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อประชาชน พระองค์ ได้น้อมนำมาเป็นต้นแบบในการปกครองประชาชนภูฏาน โดยทั้ง 2 ราชวงศ์ มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก เสด็จพ่อของพระองค์ ซึ่งเสด็จพ่อของพระองค์ก็มีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแบบอย่างเช่นกัน ของไทยมีเศรษฐกิจพอเพียง ขณะที่ภูฏาน จะดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงแบบไทย”
รองนายกฯ กล่าวว่า สำหรับความสนิทสนม กับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ของไทย ทรงมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกันมาตั้งแต่ทั้ง 2 พระองค์ยังเป็นเจ้าชาย และมกุฎราชกุมาร จึงมั่นใจในความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ร่วมกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองของ 2 ประเทศต่อไปในภายหน้า ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 10 ของไทย เคยเสด็จฯ มายังภูฏาน พระองค์ยังทรงฝากถวายความระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระองค์ตรัสว่าเมื่อมีโอกาสจะกราบทูลเชิญเสด็จฯ เยือนภูฏาน
พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวว่า นอกจากนี้ พระองค์ ทรงฝากความระลึกถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และจะเชิญมาภูฏานเมื่อมีโอกาสเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้เราประทับใจ พระองค์ทรงรักเรา ทรงเป็นกันเอง นอกจากนี้ยังได้พบกับแพทย์ใหญ่ประจำพระองค์ ได้หารือกันเรื่องหน่วยแพทย์พระราชทานประจำพระองค์ ทรงจัดโมบายทีม คล้ายกับหน่วยแพทย์พระราชทานเคลื่อนที่ของไทย ซึ่งจะประสานความร่วมมือกันต่อไป
ขณะเดียวกัน ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2559 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดําริเห็นว่า เนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เพื่อเป็นการแสดงพระมหา กรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป
สำหรับสาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ ผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป 1.ผู้ต้องกักขัง 2.ผู้ทํางานบริการสังคมหรือทํางานสาธารณประโยชน์แทน ค่าปรับ 3.ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ เว้นแต่ผู้ซึ่งต้องโทษตามบัญชีลักษณะความผิด ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ หรือผู้ซึ่งต้องโทษตามคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกเกินแปดปี ในความผิดฐานผลิต นําเข้า หรือส่งออก หรือผลิต นําเข้า หรือส่งออกเพื่อจําหน่าย หรือ จําหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง เพื่อจําหน่าย ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมาย ว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทําความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และ ผู้ซึ่งต้องโทษในความผิด ตามมาตรา 276 วรรคสาม มาตรา 277 มาตรา 277 ทวิ มาตรา 277 ตรี มาตรา 280 มาตรา 284 หรือมาตรา 343 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ส่วนนักโทษเด็ดขาดดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป 1.ผู้ต้องโทษจําคุกไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจําคุกตามกําหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินหนึ่งปี และได้รับโทษมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของโทษตาม กําหนดโทษ 2.ผู้ต้องโทษจําคุกซึ่งมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เป็นคนพิการโดยตาบอดทั้งสองข้าง มือหรือเท้าด้วนทั้งสองข้าง หรือเป็นบุคคลซึ่งแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นคนทุพพลภาพมีลักษณะอันเห็นได้ชัด เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน โรคไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์) หรือโรคจิต ซึ่งทางราชการได้ทําการรักษามาแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือนในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
และแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าไม่สามารถจะรักษาในเรือนจําให้หายได้ และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจําคุกมาแล้วถึงวันที่ พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่าสามปี หรือไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกําหนดโทษ เว้นแต่เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระยะสุดท้าย ซึ่งแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจรับรองเป็นเอกฉันท์ว่าไม่สามารถจะรักษาในเรือนจํา ให้หายได้
เป็นหญิงซึ่งต้องโทษจําคุกเป็นครั้งแรก และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจําคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกําหนดโทษ เป็นคนมีอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร หรือทะเบียนรายตัวของเรือนจําในกรณีไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องได้รับโทษจําคุกมาแล้วถึงวันที่
พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า ห้าปี หรือไม่น้อยกว่า 1 ใน 1 ของโทษตาม กําหนดโทษ และต้องมีโทษจําคุกตามกําหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
เป็นผู้ต้องโทษจําคุกเป็นครั้งแรก และมีอายุยังไม่ครบยี่สิบปีบริบูรณ์ในวันที่พระราช กฤษฎีกานี้ใช้บังคับตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร หรือทะเบียนรายตัวของเรือนจําในกรณีไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียว หรือหลายคดี ต้องได้รับโทษ จําคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า 1 ใน 1 ของโทษ ตาม กําหนดโทษ หรือเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจําคุกตามกําหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินสองปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
ส่วนนักโทษเด็ดขาดซึ่งมิได้รับพระราชทาน อภัยโทษปล่อยตัวไป ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ดังต่อไปนี้ 1.ผู้ต้องโทษประหารชีวิต ให้ลดลงเป็นโทษจําคุกตลอดชีวิต 2.ผู้ต้องโทษจําคุกตลอดชีวิต ให้เปลี่ยนเป็นกําหนดโทษจําคุกห้าสิบปี แล้วให้ลดโทษ ตามลําดับชั้นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจําทหาร ผู้ต้องโทษจําคุกไม่ถึงตลอดชีวิต ให้ลดโทษจากกําหนดโทษตามลําดับชั้นนักโทษเด็ดขาด ตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจําทหารตามลําดับชั้นนักโทษเด็ดขาด และผู้ต้องโทษจําคุกเพราะความผิดที่ได้กระทําโดยประมาท ไม่ว่าจะมีความผิดอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ให้ลดโทษจากกําหนดโทษลง 2 ใน 3 เฉพาะความผิดที่ได้กระทําโดยประมาท
ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่ ผู้พิพากษา ศาลแห่งท้องที่ หรือตุลาการศาลทหารแห่งท้องที่หนึ่งคน และพนักงานอัยการแห่งท้องที่หรืออัยการทหารแห่งท้องที่หนึ่งคน รวมสามคนเป็นคณะกรรมการ มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เพื่อความสะดวกแก่ศาล แห่งท้องที่นั้นพิจารณาออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือออกคําสั่งยกเลิกการทํางานบริการสังคมหรือทํางานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี
ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ซึ่งถูกลงโทษจําคุกตามคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะได้รับพระราช ทานอภัยโทษ ให้คณะกรรมการมีหน้าที่ตรวจสอบและส่งรายชื่อต่อนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เพื่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาออกคําสั่งปล่อยหรือลดโทษ แล้วแต่กรณี เมื่อได้มีหมายหรือคําสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือคําสั่งยกเลิกการทํางานบริการสังคมหรือทํางานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับแล้ว ให้คณะกรรมการทําบัญชีผู้ซึ่งได้รับพระราช ทานอภัยโทษเก็บไว้ที่เรือนจําหรือทัณฑสถานหนึ่งฉบับ ส่งศาลหนึ่งฉบับ ส่งกระทรวงยุติธรรมหนึ่งฉบับ และทูลเกล้าฯ ถวายอีกหนึ่งฉบับ
สำหรับบัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ความผิดเกี่ยวกับการปกครอง ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อตําแหน่ง หน้าที่ราชการ ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ในการ ยุติธรรม ความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง ความผิดฐานกรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ ความผิดพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการยักยอก หรือฉ้อโกงหรือประทุษร้ายต่อทรัพย์ หรือกระทํา โดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิต ฟองซิเอร์ กฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน หรือกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกระทําโดยกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบ หรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องในการดําเนินงานของสถาบันการเงินนั้น
ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า หลังจากมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ ได้สั่งการให้นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ทำหนังสือแจ้งไปเรือนจำทุกแห่งให้คัดกรองและตรวจสอบผู้ต้องขัง ก่อนนำเสนอศาลในพื้นที่เพื่อพิจารณาออกหมายปล่อยต่อไป ทั้งนี้ กรณีถ้าผู้ต้องขังรายนั้นๆ ได้รับการปล่อยตัว พ้นเรือนจำ หรือหมายลดวันต้องโทษ ซึ่งเป็นกรณีไป ยืนยันว่าผู้ต้องขังที่ได้รับการอภัยโทษในครั้งนี้ ต้องเป็นผู้ต้องขังที่อยู่ในชั้นดี ชั้นดีมาก และชั้นเยี่ยม
แต่งตั้งยศ”พล.อ.หญิงสุทิดา”
เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องให้นายทหารรับราชการ มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พลโทหญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา นายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลโท) เป็น รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตราพลเอก) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 ประกาศ ณ วันที่ 6 ธันวาคม 2559
นอกจากนี้ยังเผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารชั้นนายพล มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเอกหญิง ให้แก่ พลโทหญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา ซึ่งรับราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 ประกาศ ณ วันที่ 6 ธันวาคม 2559
ราชกิจจานุเบกษา ยังลงประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ระบุว่า มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศพลตำรวจโท ให้แก่ พลตำรวจตรี อรรถกร ทิพยโสธร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีให้แก่ทางราชการ ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2559 ประกาศ ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2559
ในหลวงพระราชทานถุงยังชีพ
เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่วัดทุ่งสงวน ต.แดนสงวน อ.ระโนด จ.สงขลา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ในการนำถุงยังชีพพระราชทานมอบแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ อ.ระโนด จำนวน 1,000 ถุง โดยนายขจรศักดิ์ เจริญโสภา รองผวจ.สงขลา หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนที่เข้ารับถุงยังชีพพระราชทาน ต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
จากนั้นที่วัดท่าคุระ ต.คลองรี อ.สทิงพระ จ.สงขลา นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ มอบถุงยังชีพพระราชทานให้แก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา จำนวน 1,000 ชุด ในโอกาสนี้ นายพลากรได้อัญเชิญกระแสรับสั่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สู่พี่น้องประชาชนว่า พระองค์ทรงติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้มาโดยตลอด ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบความเดือดร้อน พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อจัดซื้อสิ่งของบรรเทาทุกข์เป็นถุงยังชีพพระราชทานแจกจ่ายพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยทุกพื้นที่
ต่อมาที่โรงเรียนบ้านกะลาพอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ มอบถุงยังชีพพระราชทานให้กับราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี โดยมีนายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผวจ.ปัตตานี กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ยังความปลาบปลื้ม พร้อมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้
ส่วนที่ จ.นครศรีธรรมราช พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงพระกรุณาให้ ร.อ.ไพบูลย์ สุขเจตนี เป็นผู้แทนพระองค์เชิญถุงพระราชทาน “สร” จำนวน 1,000 ชุด มอบให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยที่เทศบาลตำบลการะเกด อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบอุทกภัย ให้มีขวัญกำลังใจในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น