จากกรณีมีการแชร์เรื่องราวการร้องขอความยุติธรรมหลังจากมีการตัดไม้พยุงที่ล้มในที่นาของตนเองในข้อหาลักลอบตัดไม้ตามที่เสนอไปแล้วนั้น นายบุญช่วย พันชมภู อายุ 45 ปี ชาวบ้านแกดำ หมู่ 1 อ.แกดำ จ.มหาสารคาม ลูกชายนายทอกสุก พันชมภู อายุ 82 ปี ที่ถูกจับกุมข้อหาตัดไม้พยุง กล่าวว่า ต้นพยุง ที่พ่อตนตัดในที่นา นั้นเป็นต้นที่มีมานานแล้วขึ้นอยู่ในพื้นที่นาของพ่อ มีโฉนด นส.4 ชัดเจน โดยเหตุที่เกิดนั้น เนื่องจากในช่วงต้นฤดูฝน ในช่วงหว่านข้าว ต้นพยุงได้ล้มลง พ่อตนได้ไปแจ้งผู้ใหญ่บ้าน ให้แจ้งไปกับนายอำเภอแล้วว่ามีไม้ล้มในพื้นที่นา แต่ไม่มีหน่วยงานไหนสนใจ หรือเข้ามาติดต่อแต่อย่างใด จนกระทั่งเสร็จหน้านา เก็บเกี่ยวข้าวจนแล้วเสร็จยังไม่มีใครมาจัดการต้นพะยูงดังกล่าว ทั้งที่ผ่านไปกว่า 4-5 เดือน พ่อของตน จึงร่วมกับน้าชายใช้เลื่อยมือดึงกันคนละข้าง แต่กลับถูกฝ่ายปกครอง ทั้ง ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และทหาร เข้ามาจับถึงในพื้นที่ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา ในข้อหาลักลอบตัดไม้พยุง
“พ่อผมเป็นคนแก่ ชอบเข้าวัดฟังธรรม ไม่เคยทำอะไรผิด เป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่รู้เรื่องกฎหมาย แต่กลับต้องมาถูกจับติดคุก ทั้งที่แจ้งไปยังฝ่ายปกครองในพื้นที่แล้วจึงคิดว่าไม่น่าจะมีความผิด มีหลายฝ่ายให้คำแนะนำมาเรื่องกฎหมาย แต่ตอนนี้คงต้องรอฟังคำตัดสินจากศาลอย่างเดียวว่าจะมีคำตัดสินอย่างไร แต่ผมอยากตั้งคำถามไปยังหน่วยงานราชการในพื้นที่ว่าทำไมเมื่อแจ้งไปตามขั้นตอนแล้วแต่ไม่มีใครสนใจ ทำไมจึงมาจับและยัดข้อหาให้พ่อ และน้าของผม” นายบุญช่วย กล่าว
ด้านนายสุมิตรชัย หัตถสาร นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ไม้พะยูงเป็นไม้หวงห้าม การที่จะตัดได้นั้นต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นต้องดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร ลุงที่โดนจับไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านแล้วจริงหรือไม่ มีหลักฐานยืนยันในการแจ้งหรือไม่ เชื่อว่าการที่ลุงไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านแล้ว ทำให้เข้าใจว่าสามารถตัดไม้ในพื้นที่ได้ ถือว่าไม่ได้เป็นการตัดโดยพลการ แต่การที่คิดว่าบอกแล้วสามารถตัดได้นั้น ตามกฎหมายนั้นไม่เพียงพอที่จะใช้พิจารณา
นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวต่อว่า โดยหลักการเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อมีชาวบ้านไปแจ้งต้องให้ความชัดเจนกับเขา อย่างเรื่องการตัดไม้ ถ้าผู้ใหญ่บ้านซึ่งไม่มีอำนาจในการอนุญาตก็ต้องให้คำแนะนำว่าต้องไปแจ้งที่หน่วยงานไหน ที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ อาจจะทำให้พิจารณาได้ว่าไม่ได้เจตนาทำผิดกฎหมาย แต่อาจเกิดจากความไม่รู้ของชาวบ้านเอง